questionblog

บรรณาธิการที่ดีคือ ?

posted on 19 May 2012 08:34 by thelastquestion  in questionblog  directory Lifestyle, Knowledge, Idea
 
คุณนิกเป็นใคร.
 
กล่าวอย่างสั้น, ปัจจุบันคุณนิกมีตำแหน่งเป็นบรรณาธิการ
 
แต่ก่อนจะมาถึงตำแหน่งนี้ เธอทำมาทั้งเขียนคอลัมน์ แปลข่าว พิสูจน์อักษร
 
บรรณาธิการที่ดีคืออะไร, เธอบอกกำลังค้นหาอยู่เหมือนกัน
 
แม้จะเป็น บก. มือใหม่ ยังไม่เจนสนาม
 
แต่ผมเชื่อว่า หลังจากอ่านบทสัมภาษณ์นี้จบ คุณอาจค้นพบก็เป็นได้
 
ว่าบรรณาธิการที่ดีคืออะไร.
 
 
 
 
 
คุณนิยาม "คุณ" และ "บล็อกของคุณ" ว่าอย่างไร
ถ้าให้พูดถึงตัวเอง คงต้องเอาสิ่งที่คิดว่าตัวเองเป็น ผสมผสานกับสิ่งที่คนอื่นๆ มองว่าเราเป็น ก็จะออกมาเป็นนิกกี้ คนสองบุคลิกค่ะ
เราเป็นลูกคนกลาง ราศีเมถุน เลือดกรุ๊ปเอบี เป็นการรวมตัวของความครึ่งๆ กลางๆ เลย 555
ภาคหนึ่งเป็นคนใจดี อ่อนโยน ตลก ติงต๊อง ขี้สงสาร ร้องไห้ง่าย เอ็นดูเด็ก รักเพื่อน สงสารคนแก่ อีกภาคเป็นผู้หญิงเยอะ ฟุ้งซ่าน ขี้วีน ไร้อารมณ์ขัน โลกส่วนตัวสูง ปากจัด มองโลกในแง่ร้ายค่ะ แล้วทั้งสองบุคลิกก็จะประกอบอยู่ในร่างของผู้หญิงหัวฟู หน้าหมวยสไตล์ซิ่มฮ่องกง แล้วก็แต่งตัวประหลาดในบางวัน

เจ้าของบล๊อกแปลกประหลาดหลายบุคลิกขนาดนี้ บล๊อกก็ต้องแตกแขนงเป็นหลายหัวข้อเช่นกัน ทั้งพูดถึงหนังสือ ภาพยนตร์ ท่องเที่ยว และบ่นๆๆๆๆๆ ในไดอารี่ค่ะ ก่อนหน้านั้นนิกกี้เริ่มต้นเขียนบล๊อกครั้งแรกลงใน MySpace ของ MSN เป็นเรื่อง The Gang เพื่อนสนิทสิบกว่าคนในกลุ่มกับหัวข้อต่างๆ เช่น เปรียบเป็นสัตว์เลี้ยง เปรียบเป็นแม่น้ำ เปรียบเป็นอาหาร ฯลฯ เป็นที่สนุกสนานเฮฮาแกมก่นด่าของเพื่อนๆ ค่ะ แล้วพักหลัง MSN MySpace มันเข้ายาก เขียนยาก อัพแล้วอ่านไม่ได้ ก็เลยเลิกเขียนไปเลย

จากนั้นเพื่อนสนิท (nat-chi.exteen.com) ชวนมาเขียน exteen ค่ะ ก็เลยย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่ เรียกสั้นๆ ว่า nicky-okawa.exteen.com เป็นบล๊อกตามติดชีวิตบอกอหญิงบ๊องๆ คนหนึ่งละกัน



หนัง/หนังสือ/เพลงโปรดของคุณ

เป็นคำถามที่ตอบยากที่สุด เพราะมันเยอะมากจนเลือกไม่ถูก เลยเลือกเอาเฉพาะที่ฟัง ดู อ่าน ซ้ำหลายรอบก็ไม่เบื่อละกันเนอะ

หนัง
1. The Lord of The Ring ดูหนังภาคแรกในโรงจบ ฮึกเหิมมาก วิ่งไปร้านหนังสือซื้อมาอ่านทันที และพบว่า หนังสือมันหนามาก หนักมาก อ่านยากมาก แอบง่วงมากด้วย (555) แต่ก็อ่านไปเรื่อยๆ และยังซื้อเล่ม 2 เล่ม 3 อ่านต่อจนจบ ส่วนตัวหนังไม่ต้องพูดถึงค่ะ ล้ำเลิศประเสริฐศรีมณีเด้งสุดๆ  ตอนได้ออสการ์ดีใจเหมือนเป็นผู้อำนวยการสร้างซะเอง
2. Million Dollar Baby เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้รู้จักปู่คลินท์ อีสต์วู้ด อย่างเป็นทางการ หลังจากรู้แค่ว่าปู่คลินท์ทำหนังดีมาหลายเรื่อง เป็นหนังที่ชอบแนะนำให้คนอื่นดู จะได้มาร้องไห้เสียน้ำตาเป็นปี๊บๆ ด้วยกัน
3. Millennium Trilogy (The Girl with the Dragon Tattoo) นิกกี้ชอบต้นฉบับสวีเดนมากกว่าฉบับรีเมคโดยเดวิด ฟินเชอร์นะคะ ไปซื้อดีวีดีดูจบทั้งสามภาคมานานแล้ว หนังสนุกมาก ชอบคาแรกเตอร์นางเอกสุดๆ เป็นตัวละครหญิงที่โดดเด่นที่สุดในโลกของภาพยนตร์คนหนึ่งเลยค่ะ
4. The Dark Knight ดูในโรงสองหรือสามรอบนี่แหละค่ะ แล้วก็ตกหลุมรักคริสโตเฟอร์ โนแลน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตามดูหนังของผู้กำกับคนนี้ทุกเรื่อง
5. สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก หนังไทยเรื่องแรกที่ดูหลายรอบแล้วร้องไห้ทุกรอบ ดูแล้วนึกถึงตัวเองตอนเด็กๆ เขียนเอนทรี่ให้เรื่องนี้ด้วยนะ (แอบโฆษณาเบาๆ)

หนังสือ
1. ครอบครัวน่ารัก (All of a Kind Family – Sydney Taylor) เป็นหนังสือเก่ามากๆ แล้วค่ะ ของสำนักพิมพ์ดอกหญ้า เรื่องราวของครอบครัวชาวยิวที่มีลูกสาวน่ารักๆ 5 คน เขียนและแปลออกมาได้น่ารักสมชื่อ ทำให้เราเห็นว่า จะเด็กยิว เด็กฝรั่ง เด็กแอฟริกัน เด็กเอเชีย พวกเขาล้วนน่ารัก สดใส ไร้เดียงสา อ่านเป็นสิบๆ รอบ จนกลัวว่าหนังสือจะพัง คงต้องถ่ายเอกสารหรือสแกนเก็บไว้
2. หนังสือชุดเสี่ยวนักสืบ (วินทร์ เลียววาริณ) อ่านนวนิยายสืบสวนของทั้งโลกมาแล้ว ของไทยก็เขียนดีไม่แพ้กัน เชียร์ให้ได้ทำเป็นหนังค่ะ คาแรกเตอร์นักสืบเรื่องนี้ก็เปรี้ยวแซ่บไม่แพ้นักสืบคนอื่นเลย และหวังว่าสักวัน “พุ่มรัก พานสิงห์” จะโด่งดังจนได้อยู่ปกหลังพับในของการ์ตูนโคนันค่ะ
3. พันธุ์หมาบ้า (ชาติ กอบจิตติ) ชอบมากจนพยายามให้อาจารย์นำหนังสือเล่มนี้ไปเป็นหนังสือเรียนวิชาวรรณกรรมปัจจุบันสมัยมหาวิทยาลัย ซึ่งก็สมใจอยาก แต่โดนเพื่อนบ่นนะว่า สนุกอยู่หรอกแก แต่ยาวเกิ๊น
4. แฮร์รี่ พอตเตอร์ คงไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ นอกจากว่า ดีใจที่เกิดทันปรากฏการณ์แฮร์รี่ พอตเตอร์ค่ะ
5. ขอเป็นการ์ตูนบ้างละกัน มีสองเรื่อง หนึ่งคือ Harlem Beat เป็นการ์ตูนเกี่ยวกับบาสเกตบอลที่ชอบมากกว่า Slam Dunk นิดหน่อย อ่านแล้วจะได้กำลังใจ สนุกสนาน ตื่นเต้น และมองโลกในแง่ดีค่ะ ตรงกันข้ามกับ Monster การ์ตูนโดยนาโอกิ อุราซาว่า ผู้เขียน 20th Century Boy ที่ทั้งมืดหม่นหดหู่และน่ากลัว แต่บอกได้เลยว่า เป็นการ์ตูนที่ควรอ่านค่ะ

เพลง
1. Lost Angel (เพลงประกอบละครเวทีเรื่อง Lost Angel’s List คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2546) ได้ยินครั้งแรกและครั้งเดียวตอนเข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่ง (แต่คนละที่นะคะ) ผ่านทางคลื่นอ้วนแฟตเรดิโอ ลงทุนโทรไปที่คลื่นเพื่อขอเพลงนี้หลายครั้ง ไฟล์เพลงที่คลื่นมีมันจ๊ง ก็เลยไม่ได้ฟัง จากนั้นถ้านึกขึ้นได้ก็พยายามตามหาอยู่หกเจ็ดปีนี่แหละค่ะ จนไปเจอมีคนลงในเว็บ (จำไม่ได้ ขออภัย) เลยไปขอเค้ามา
2. ราตรีสวัสดิ์ (ฟักกลิ้ง ฮีโร่ feat. ธีร์ ไชยเดช) เป็นเพลงที่ฟังครั้งแรกแล้วร้องไห้โฮๆ แบบไม่ได้อายคนในออฟฟิศเลย จากนั้นนิกกี้ก็จะมีธรรมเนียมเขียนการ์ดปีใหม่ส่งให้ทหารภาคใต้ตามค่ายต่างๆ มาสองปีแล้วค่ะ
3. Flightless Bird, American Mouth (Iron & Wine) เป็นเพลงประกอบหนังวัยรุ่นสุดฮิต Twilight Saga รู้สึกเฉยๆ ทั้งหนังและหนังสือ แต่ชอบเพลงนี้มากๆ แล้วถ้าใครชอบเพลงนี้เหมือนกัน ช่วยมาอธิบายความหมายของเพลงที
4. พูดตรงๆ (บี พีระพัฒน์ เถรว่อง) มีความหลังฝังใจกับเพลงนี้ค่ะ วันหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนนิกกี้กำลังจะขึ้นบีทีเอสไปทำงาน ฝั่งตรงข้ามบีทีเอสมาจอดพอดี แล้วผู้ชายที่เคยแอบชอบมาตลอดหลายปีมาลงสถานีนี้ค่ะ เค้ามองเราจากฝั่งตรงข้าม เราก็มองเค้าจากอีกฝั่งจนบีทีเอสฝั่งตัวเองมาถึง เลยต้องเข้าไปในขบวนรถ แล้วในรถดันเปิดเอ็มวีเพลงนี้ ฟังแล้วน้ำตาไหลพรากเลย พอเข้าออฟฟิศก็เล่าให้หัวหน้าฟัง ตอนเย็นเลิกงาน หัวหน้ากับพี่อีกคนขับรถพาเรามาส่องหาหนุ่มคนนี้ค่ะ แต่ไม่เจอ ลงท้ายด้วยการกินผัดไทยกับข้าวเหนียวมะม่วงด้วยกัน จากที่น่าจะเป็นความทรงจำเศร้าๆ กลายเป็นเรื่องขำๆ ที่คิดทีไรก็มีความสุขค่ะ
5. Sleep All Days (Jason Mraz) เนื่องในโอกาสที่เจสัน มราซ จะมาทัวร์คอนเสิร์ตเมืองไทย เลยเลือกเพลงของเค้าที่เราชอบที่สุดมาค่ะ ฟังมาเป็นร้อยรอบแล้วก็ไม่เบื่อเลย แต่ไม่เคยร้องตามทันสักที



ชีวิตวัยเรียนคุณแรงเอาเรื่องเหมือนกันนะ มีโดนแกล้ง มีแอบเปลี่ยนโรงเรียนไม่ให้พ่อรู้ โกหกว่าเอนท์ไม่ติดเพื่อให้ได้ไปเรียนอีกที่ พ่อแม่มีปัญหากับคุณบ้างไหม แล้วคุณรับมือเรื่องนี้อย่างไร

ตอนสมัยอยู่โรงเรียนประจำแล้วโดนแกล้งไม่เคยบอกป๊ากับม้า (พ่อแม่) เลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ทุกเดือนจะได้กลับบ้านหนึ่งหรือสองครั้งก็ไม่เคยปริปากบอก อาจจะเพราะเราไม่อยากให้เค้าไม่สบายใจ เห็นเค้าสองคนทำงานหนักส่งเราอยู่โรงเรียนที่ค่าเทอมโคตรแพงแล้วบอกไม่ลง

จากนั้นพอมาก่อวีรกรรมครั้งใหญ่ๆ สองครั้งในชีวิต คือเปลี่ยนโรงเรียนเปลี่ยนไปเรียนแผนศิลป์ฝรั่งเศสตอนมัธยมปลาย กับโกหกว่าเอนท์ไม่ติดมหาวิทยาลัยใกล้บ้านเพราะอยากไปเรียนอีกที่ ทั้งสองครั้งม้าไม่ว่าอะไรค่ะ แต่คิดว่าป๊าโกรธนะคะ ผสมกับน้อยใจด้วย เพราะป๊าฝันอยากให้ลูกจบเภสัช ออกมาเปิดร้านขายยา จะได้ไม่ลำบากเหมือนป๊ากับม้าที่ขายวัสดุก่อสร้างแล้วงานมันหนัก หรืออย่างน้อยก็เรียนมหาวิทยาลัยใกล้บ้านก็ยังดี เพราะพวกเค้าคิดถึงจะได้มาเยี่ยมบ่อยๆ

แต่เชื่อไหมว่า ป๊าไม่เคยดุด่าว่ากล่าวทั้งสองวีรกรรมนี้แม้แต่คำเดียว เพราะม้าบอกตลอดว่า ป๊ารักลูกมาก มากจนเกินกว่าจะบังคับลูกให้ทำตามใจตัวเองได้

ทุกวันนี้ที่นิกกี้พยายามเรื่องงานตามความฝันของตัวเองแบบสุดๆ เพราะอยากพิสูจน์ให้ป๊ารู้ว่า ที่หนูตัดสินใจประหลาดๆ สองครั้งนั้นแล้วป๊าไม่ว่าอะไร ทำให้หนูมีทุกวันนี้ค่ะ ป๊าก็ภูมิใจที่ได้อวดหนังสือให้คนอื่นดูแล้วบอกว่า ลูกสาวทำงานนิตยสารนี้นะ หนังสือเล่มนี้ลูกสาวเป็นบรรณาธิการนะ เราก็ดีใจที่สุดแล้วค่ะ

เพราะฉะนั้น คำตอบของคำถามนี้ก็คือ พ่อแม่ไม่เคยมีปัญหากับเราเลย มีแต่เรานี่แหละค่ะที่ก่อปัญหาให้พ่อแม่ จนอาจจะต้องเปลี่ยนคำถามว่า “พ่อแม่มีวิธีจัดการรับมือกับลูกสาวคนนี้ยังไง” มากกว่าค่ะ 55555 
 

 
ตอนวัยรุ่น เสียดายกับเรื่องอะไรมากที่สุด
ถ้าให้พูดถึงช่วงมัธยมต้นก็คงเสียดายเยอะไปหมด เสียดายน้ำตาที่ร้องไห้ให้คนที่รังแกเรา เสียดายเพื่อนๆ ที่ถูกบังคับให้เลิกคบ เสียดายว่าทำไมตัวเองไม่ลุกขึ้นมาสู้ตั้งนานแล้ว ฯลฯ แต่เอาเข้าจริงๆ นิกกี้ไม่เสียดายอะไรเลย เพราะพอขึ้นมัธยมปลาย เราได้ใช้ชีวิตคุ้มมากๆ มีวีรกรรมวีรเวรเยอะแยะไปหมด มีเพื่อนที่ดีที่รักเรา ยิ่งช่วงมหาวิทยาลัยนะ (อันนี้ก็ยังวัยรุ่นอยู่เนอะ) เป็นสี่ปีที่ดีที่สุดในชีวิตจริงๆ เพราะได้เรียนสิ่งที่ตัวเองชอบและได้เพื่อนที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้
คิดทบทวนไปมาสามตลบแล้วก็ขอตอบว่า ไม่เสียดายอะไรเลย และถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็จะยืนมองตัวเองในอดีตเฉยๆ และปล่อยให้ทุกอย่างผ่านพ้นมาจนเป็นนิกกี้ในวันนี้ค่ะ



บทเรียนสำคัญที่คุณได้จากชีวิตการทำงา
 นคือ

การได้รู้ว่าตัวเองชอบงานอะไรและได้ทำงานที่ตัวเองรักเป็นลาภอันประเสริฐค่ะ
ถ้าเราชอบงาน เราจะทำด้วยความสุข ความสนุก และไม่สนใจว่าเงินเดือนจะน้อยกว่าอาชีพอื่นๆ ในขณะที่เพื่อนหลายคนพูดบ่อยๆ ว่า ยังหาตัวเองไม่เจอเลยว่าอยากทำอะไร หรือบางคนรู้ว่าตัวเองอยากทำงานด้านไหนแต่ทำไม่ได้เพราะเงินเดือนมันน้อยแต่มีภาระเยอะ รู้สึกว่านิกกี้โชคดีที่รู้ว่าตัวเองชอบอ่านหนังสือ อยากทำหนังสือ ได้ทำงานหนังสือ และมีความสุขกับมันค่ะ



รู้สึกอย่างไรตอนที่ออกจากงาน

รู้สึกสองอย่าง โล่งอกกับใจหาย
โล่งอกเพราะเราได้พักผ่อน ทบทวนทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตที่ประดังประเดมาตลอดสี่ปีหลังเรียนจบ เพราะพอเรียนจบปุ๊บสองเดือนได้งานแล้วก็ทำๆๆเลย พอลาออกจากงานแรกก็ทำงานที่สองต่อทันที จากนั้นก็ทำงานหนักกว่าเดิมมาติดกันตลอดสามปี พอออกมา ความเหนื่อยสะสมมันก็ค่อยๆ หายไป แต่ที่ใจหายก็คือ เฮ้ย เราออกจากงานที่เราชอบมากๆ แล้วนะ ไม่อยากหางานประจำใหม่แต่ก็อยากรับจ๊อบ งานฟรีแลนซ์จะเข้ามามั้ย เงินฟรีแลนซ์จะเข้ามาตรงเวลาหรือเปล่า แล้วเราจะทำอะไรต่อไปดี ฟุ้งซ่านไปตามประสา

พอความรู้สึกโล่งอกกับใจหายผ่านไปได้หนึ่งเดือน ก็อยู่ในโหมดเรื่อยเปื่อย นอนกลางวัน ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน กลับบ้านไปหาพ่อแม่ พอหมดเดือนที่สอง ก็ได้ประจักษ์กับตัวเองแล้วว่า เราไม่เหมาะกับชีวิตฟรีแลนซ์หรอก เพราะเป็นคนไม่มีระเบียบวินัย ชินกับการมีกฎระเบียบแล้วทำตามบ้างไม่ทำตามบ้างยังดีกว่าการเป็นนายของตัวเองที่ไม่ได้เรื่อง ก็เลยกลับมาทำงานอีกรอบค่ะ


สิ่งสำคัญที่สุดที่ได้เรียนรู้ก็คือ การโหมทำงานหนักเกินไปจนลืมพักผ่อน ลืมนึกถึงตัวเอง กลายมาเป็นการขอลาออกเพราะอยากอยู่เฉยๆ มันไม่ใช่การใช้ชีวิตที่ถูกต้องเลย เราก็จะจำความรู้สึกนี้ตอนออกจากงานครั้งนี้เอาไว้ แล้วจะเอาไปใช้กับการทำงานที่ต่อไปค่ะ



สิ่งที่คุณเขียนในบล็อกมีทั้งมีทั้งมุมมองโลกสวยสุด ๆ ไปจนถึงจิกกัดสังคมและประเทศชาติ จริง ๆแล้ว คุณว่าตัวเองเป็นคนมองโลกในแง่ดีหรือร้าย

อย่างที่บอกว่า นิกกี้มีสองบุคลิกค่ะ บางวันตื่นมาตอนเช้าอารมณ์ดี มองโลกแบบสวยๆ แต่พอออกไปทำงานเจอคนกระแทกจนเราแทบจะตกลงไปในรางบีทีเอสแล้วก็ฮึ่ม! หงุดหงิด กลายร่างซะละ เหมือนฮัลค์ ซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวลตัวเขียวไม่มีผิดเลยค่ะ แถมยังเป็นบ่อยเสียด้วย เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่เราจะเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายถึงขั้นร้ายสุดๆ ซึ่งอันนี้เป็นข้อเสียนะคะ กำลังพยายามปรับปรุงอยู่



บรรณาธิการที่ดี สำหรับคุณแล้วคืออะไร ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

สารภาพตามตรงว่า กำลังหาคำตอบของการเป็นบรรณาธิการที่ดีเหมือนกันค่ะ ตอนทำงานที่แรก ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่ทำหนังสือแปล นิกกี้คิดว่าบรรณาธิการพ็อคเก็ตบุ๊คที่ดี ต้องชอบอ่านหนังสือ ชอบทำหนังสือ ภาษาอังกฤษดี ภาษาไทยดีมากๆ และอ่านหนังสือมาเยอะ

พอมาทำงานนิตยสาร นิกกี้ก็ได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากบอกอว่า การเป็นบรรณาธิการ แค่อ่านหนังสือมาเยอะยังไม่พอค่ะ ต้องเขียนหนังสือดี มีความรู้รอบตัว มีรสนิยม มีคอนเน็คชั่น มีความรู้เรื่องการถ่ายภาพและองค์ประกอบศิลป์ มีความสามารถในการดูแลและสั่งงานคนในกองบ.ก. และต้องมีความรู้เรื่องการตลาดด้วย


พอมาทำงานปัจจุบันที่มีทั้งนิตยสารและพ็อคเก็ตบุ๊ค ก็เรียนรู้เพิ่มมาอีกว่า บรรณาธิการที่ดีต้องมีความสามารถในการหาต้นฉบับที่ดี สนุก เหมาะสม คิดรูปเล่มของหนังสือ คิดคอนเซปต์หน้าปก คำนวณต้นทุนค่าใช้จ่าย ปิดเล่มให้ตรงเวลา ทำงานกับฝ่ายอื่นๆ ได้มีประสิทธิภาพ วางแผนการตลาดได้ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมากๆ ฉะนั้น คุณสมบัติบรรณาธิการที่ดี นิกกี้ยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกมากมายไม่สิ้นสุดจริงๆ ค่ะ



นักเขียนคนไหนที่คุณอยากร่วมงานด้วยมากที่สุด

หลายคนมากๆ ค่ะ ถ้าเป็นคนที่เสียชีวิตไปแล้ว จะเป็นเอ็ดการ์ อลัน โป บิดาของหนังสือสืบสวนสอบสวนฆาตกรรมรหัสคดีและเป็นชื่อของรางวัลหนังสือสืบสวนของสหรัฐอเมริกา เพราะเป็นคนที่ทำให้นิกกี้ชอบอ่านชอบดูหนังแนวนี้ เอ็ดการ์เป็นนักเขียนที่พยายามเป็นนักเขียนอย่างเดียวตลอดชีวิต แต่เขากลับเป็นนักเขียนไส้แห้งและไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนลิขสิทธิ์เท่าที่ควร นิกกี้เลยอยากได้เป็นบรรณาธิการหนังสือของเขา รับรองว่าจะดูแลเขาอย่างดีเลยค่ะ

ส่วนถ้าเป็นนักเขียนที่ยังมีชีวิตอยู่ นิกกี้ก็อยากร่วมงานกับนักเขียนดังๆ หลายคนเยอะนะคะ ทั้งพี่โหน่ง วงศ์ทนง, ชาติ กอบจิตติ, กิ่งฉัตร, ว. วินิจฉัยกุล เป็นต้น แต่ตอนนี้อยากร่วมงานกับนักเขียนหน้าใหม่ที่ไม่เคยมีผลงานมาก่อน เวลาเราไปเจอเค้าแล้วชวนเค้ามาทำหนังสือจนออกมาเสร็จเป็นรูปเล่ม รู้สึกภูมิใจและมีความสุขมากๆ เลยค่ะ



เคยทำหนังสือที่ไม่ชอบไหม

หนังสือที่เคยทำแล้วไม่ชอบเลยไม่มีนะคะ มีแต่ทำไปแล้วเพิ่งรู้ว่า เราถนัดอ่านแต่ไม่ถนัดทำ เช่น วรรณกรรมเยาวชนแฟนตาซีทะลุมิติ เพราะมันต้องใช้จินตนาการสูงมากในการนึกภาพฉาก ตัวละคร เวทมนตร์ อาวุธ ฯลฯ แค่ภาษาดีพอใช้และอ่านหนังสือแนวนี้มาเยอะๆ มันไม่พอจริงๆ ตอนนั้นทำหนังสือแนวนี้เป็นเล่มที่สองในชีวิต รู้สึกท้อมากว่า เราอาจจะไม่เหมาะกับงานหนังสือรึเปล่า โชคดีที่หัวหน้าคนแรกคอยสอนคอยให้กำลังใจค่ะ แล้วก็ลองเอาหนังสือแนวอื่นๆ มาให้ทำ ช่วยให้นิกกี้รู้จักตัวเองมากขึ้นว่า เราเหมาะกับหนังสือแนวไหนค่ะ
 
 

มีหนังสือแบบไหนอีกที่อยากทำ แต่ยังไม่ได้ทำ

ถึงจะทำงานหนังสือมาหลายปี (หกปีนี่นับว่าเยอะแล้วเหรอ) นิกกี้ก็พบว่า งานหนังสือยังมีอะไรอีกเยอะแยะมากมายให้เรียนรู้ค่ะ นิกกี้ยังอยากลองเป็นคอลัมนิสต์ประจำนิตยสารชื่อดังที่มีคนอ่านเยอะๆ สักปีสองปี ดูซิว่าตัวเองจะมีความสามารถพอในการเขียนต้นฉบับส่งตรงเวลาได้มั้ย ปกติเป็นฝ่ายทวงต้นฉบับยิกๆๆๆๆๆ
แล้วก็ยังอยากเป็นนักเขียนที่ได้คุยกับคนมีชื่อเสียงที่ไม่เคยให้ใครสัมภาษณ์มาก่อน ซึ่งงานเหล่านี้ นิกกี้รอได้ค่ะ สั่งสมประสบการณ์แล้วถ้าวันหนึ่งมีโอกาสคงได้ทำ
ส่วนหนังสือที่อยากทำมากที่สุดในชีวิตก็คือ หนังสือที่ขึ้นหน้าปกว่านิกกี้เป็นนักแปลและหนังสือที่ขึ้นหน้าปกว่านิกกี้เป็นนักเขียนค่ะ หวังว่าวันนั้นจะมาถึง



ทุกวันนี้ชอบชีวิตตัวเองไหม พอใจกับชีวิตหรือยัง

ต่อให้อยู่ในโหมดมองโลกในแง่ร้ายสุดๆ ก็ยังต้องตอบว่า ชอบและพอใจกับชีวิตตอนนี้มากๆ ค่ะ งานดี เพื่อนร่วมงานดีมาก ป๊ากับม้าก็ยังสุขภาพแข็งแรง กิจการที่บ้านมีพี่สาวกับน้องสาวรับช่วงต่อ เดอะแก๊งเพื่อนสนิทก็ยังเจอกันแทบจะทุกอาทิตย์ อาจจะกดดันเรื่องเงินเดือนนิดหน่อย เพราะจะน้อยที่สุดในกลุ่มเพื่อน แล้วป๊ากับม้ามองว่า ถ้าทำกิจการของที่บ้านหรือของตัวเองน่าจะได้เงินมากกว่านี้

แต่ส่วนตัวนิกกี้พอใจแล้วค่ะ เพิ่มก็ดีไม่เพิ่มก็พออยู่ได้ มีเงินเก็บด้วย แล้วก็ติดเรื่องความรัก เพราะอีกไม่กี่สิบวันจะอายุครบ 28 ปีและเป็น 28 ปีที่ไม่มีแฟน 5555555 แต่ทุกอย่างที่ว่ามาทั้งหมดนี้ทดแทนความไม่มีแฟนได้ค่ะ เปล่าองุ่นเปรี้ยวจริงจริ๊ง
 


งานชิ้นต่อไปของคุณคืออะไร

ถ้าเป็นงานแปลที่เคยรับมาเมื่อนานมาแล้ว โดนสำนักพิมพ์ยกเลิกไปแล้วค่ะ เศร้านิดหน่อย T_T
ถ้าเป็นงานเขียนของตัวเอง กำลังอยู่ในช่วงคิดๆ ว่าจะเขียนอะไรให้จบเล่มดี ซึ่งคงอีกนานแน่นอน ถ้าเป็นงานบรรณาธิการ จะมีอีกหลายเล่มเลยค่ะ เช่น การ์ตูนเกรียนๆ 2 ตอนติ่งพิชิตโลก เป็นเล่มที่เราชอบมาก เพราะมันสะท้อนชีวิตมนุษย์เพศหญิงส่วนใหญ่ในสังคมไทยได้ดี ที่ทั้งเสพดราม่า บ้าเกาหลี จิ้นคู่วาย เชียร์ดาราชายหญิงให้เป็นแฟนกัน ฯลฯ ซึ่งตัวนิกกี้เองก็เป็นติ่งคนหนึ่งค่ะ ยอมรับเลย 555
ส่วนอีกเล่มจะเป็น DIY Vol.2 สอนทำศิลปะเดคูพาจค่ะ ตอนนี้กำลังฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง ใครที่อยากหัดทำงานฝีมือ อดใจรอนิดนึงนะคะ
ปิดท้ายด้วยหนังสือเล่มที่ 3 ซึ่งนักเขียนเป็นบล๊อกเกอร์จาก exteen อีกคน ส่วนจะเป็นใครนั้นต้องคอยติดตามนะคะ ^^
 
 


ถ้าการทำงานคือลมหายใจเข้า.

posted on 26 Mar 2012 18:12 by thelastquestion  in questionblog  directory Travel, Idea
 
 
 
ถ้าการทำงานคือลมหายใจเข้า
 
การเดินทางก็คือลมหายใจออก
 
บล็อก Littlest Blog เขียนเอาไว้อย่างนั้น
 
และเห็นได้ชัด, ว่าความหมายก็เป็นเช่นนั้น.
 
 
 
 
มนุษย์เงินเดือนหลายคน, เบื่อหน่ายกับหน้าที่การงานของตน.
 
อยากทำสิ่งนั้น, อยากทำสิ่งนี้.
 
แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ทำ.
 
ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลหรือข้ออ้าง. ดูเหมือนว่าต่อให้มีเพียงน้อย มันก็ทำให้ชีวิตมนุษย์เงินเดือนต้องจ่อมจมอยู่กับการงานอันชวนเหนื่อยหน่าย
 
 
 
 
 
คุณแอ้, ผู้ที่มักอัพเดทเรื่องราวการเดินทางของเธอลงในบล็อก แสดงให้เราเห็นแล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเย็นแต่อย่างใด ที่จะลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่อยากทำ.
 
ไม่จำเป็นต้องเป็นการเดินทาง, แต่หมายรวมถึงเรื่องอื่น ๆ
 
สิ่งที่อยากทำ, สิ่งที่อยากเป็น
 
บางทีหากเปรียบชีวิตเป็นการเดินทาง, มันก็คงเป็นตั๋วเที่ยวเดียว.
 
เราไม่สามารถย้อนกลับไปทางเก่าได้
 
การเดินทางที่เราคิดว่ามันยาว, บางทีก็อาจถึงสิ้นสุดเข้าสักวัน
 
สิ่งสำคัญคงไม่ใช่จุดหมาย.
 
แต่เป็นระหว่างทาง
 
 
 
 
วันนี้. ในขณะที่คุณกำลังเหนื่อยหน่ายกับการทำงาน.
 
ลองหยุดพัก.
 
และลองรับฟังการเดินทางของเธอดูครับ. 
 
 
 
 
 
 
คุณนิยาม "คุณ" และ "บล็อกของคุณ" ว่าอย่างไร 
สำหรับบล็อก.. แอ้อยากให้อารมณ์มันเหมือนกับการนั่งเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง
บทแรกๆ ในบล็อกนี้ก๊อบมาจากที่แอ้เขียนเล่าให้เพื่อน ๆ อ่านจริงๆ เลยด้วยซ้ำ
บล็อกน่าจะเป็นเหมือนพื้นที่นั่งเล่น ทำตัวสบายๆ แล้วมาคุยเรื่องสนุก ๆ กัน
ลองนึกถึงมุมโปรด แสงพอเหมาะ มีหมอนใบโตเยอะๆ คุยกันสนุกๆ ได้ทุกเรื่อง แต่ดราม่าไม่เอานะ เรื่องเครียดก็ไม่เอา แอ้แน่ใจว่าแต่ละคนหาเรื่องเครียดกับเรื่องดราม่าได้เองอยู่แล้วแหละ
ส่วนตัวเองเหรอ.. นิยามยากอยู่นะ ถามเพื่อนสิบคนยี่สิบคน คงได้คำตอบไม่เหมือนกันเลย นั่นคงเป็นเพราะแอ้เป็นคนที่มีหลายมุมมากๆ มั้ง คุณอาจจะเห็นในด้านที่เป็นนักเดินทางตัวยงเลย เพื่อนๆ จะรู้เลยว่าอย่างแมน แต่เวลาอยู่บ้านนี่แอ้ถักไหมพรมนะ หรือมุมที่ว่าแอ้ชอบทำอาหาร แต่กินไม่ได้เลยนะ เวลาทำงานจะเป็นหม่อมป้าเจ้าระเบียบมาก แต่ห้องส่วนตัวนี่อย่างรกอย่างกับเด็กผู้ชายวัยรุ่นตอนต้นเลยนะ
ตอนแรกคิดถึงคำว่า complicate ขึ้นมา แต่ตัวเราก็ไม่ซับซ้อนนี่นา..  เอาเป็นว่า หลากหลาย + ไฮเปอร์มาก – คล้ายๆ ว่าเป็นเด็กสมาธิสั้นมาก่อนแล้วไม่ได้รับการรักษา โตมาจะเป็นแบบนี้ น่าจะเป็นนิยามความเป็นแอ้ได้ใกล้เคียงที่สุด
 
 
 
หนัง/หนังสือ/เพลงโปรดของคุณ  
โปรดหนัง, หนังสือและบทเพลงเสมอค่ะ แต่มันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ถ้าเป็นช่วงนี้ หนังที่ชอบที่สุดก็ยังคงเป็น Inception,
หนังสือนี่ชอบเยอะมาก ระบุไม่ได้เลยทีเดียว อ่านหลายแนวด้วย ข้ามไปเพลงเลยแล้วกัน
เพลงก็ชอบเยอะและหลายแนวมาก แต่ที่ฟังซ้ำไปซ้ำมาเยอะที่สุดในชีวิตก็คือ Nightwish ค่ะ ต้องช่วงที่ยังเป็น Tarja นะ
 
 
 
ทริปล่าสุดที่ไป 
ลาวใต้ค่ะ โหดมันส์ฮาเช่นเคย แต่ยังไม่ถึงคิวอัพบล็อกเลย เข้าคิวรอไปก่อน ทริปนี้ไปตามหาเมืองเล็กๆ ที่เคยเห็นแต่ป้าย ไม่มีอะไรมากนักที่ปลายทาง แต่ระหว่างทางนี่สุดๆ เดินทางเอามันส์ล้วนๆ 
 
 
 
ระหว่างไปคนเดียว กับไปเป็นหมู่คณะ คุณชอบแบบไหนมากกว่า  
ชอบทั้งสองแบบ ขาดแบบไหนแบบหนึ่งไม่ได้นะในรอบปี ชีวิตมันจะไม่สมบูรณ์  
แต่ถ้าให้เลือก ต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับว่า “หมู่คณะ” ที่ว่าน่ะมันใคร
ถ้ากับเพื่อนรักเนี่ย ไปกับเพื่อนดีกว่าอยู่แล้ว แต่ถ้ากับคนไม่สนิท หรือไปกับทัวร์เนี่ย ชอบไปคนเดียวมากกว่าค่ะ  
 
 
 
เวลาเจอปัญหาหรืออุปสรรค คุณรับมือกับมันอย่างไร
แอ้จบวิศวะโยธามา เขาสอนว่าทุกปัญหาน่ะมีทางออกเสมอ ไม่ว่ามันจะดูตันแสนตันยังไงก็ตาม ก็ยึดแนวทางนี้ตลอดค่ะ
ทางออกทางแก้มันมี ไอ้ที่ติดขัดคือเราคิดไม่ออกเท่านั้น
พอเจอทางตันเข้าปุ๊บก็จะใจเย็นๆ ถอยมาก้าวหนึ่งก่อนนะ ยิ้มสู้ วางแผนได้ก็วางแผน วางไม่ได้ก็ด้นสดมันไปเลย ตั้งใจมั่นว่ายังไงเราต้องรอดจากเรื่องนี้ไปให้ได้
แอ้เป็นนักสู้นะ ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ และไม่เคยมีอุปสรรคอะไรมาหยุดเราได้จริงๆ อย่างเก่งก็ชะลอเราลงนิดหน่อย เชื่อมั่นว่าถ้าเราตั้งใจจริงๆ ไม่มีอะไรที่เราจะทำไม่ได้ 
แอ้มีคำขวัญอันนึงที่ใช้เตือนสติเวลาเจอปัญหาคือ “แล้วพอมันผ่านไป มันก็จะกลายเป็นแค่เรื่องเล่าตลกๆ”   
 
 
 
อะไรที่ประทับใจคุณมากกว่า ผู้คนหรือสถานที่    
ทั้งสองอย่างผสมปนเปกันไปค่ะ เราเดินทางโดยยึดสถานที่เสมอ แต่สิ่งที่เติมเต็มคือผู้คนเสมอเช่นกัน
สถานที่ให้เราเสพด้วยสัมผัสทั้งห้า แต่ผู้คนเราต้องเสพด้วยใจ 
 
 
 
หลงรักการเดินทางขนาดนี้ เคยคิดจะลาออกจากงานประจำเพื่อออกเดินทางไปเลยบ้างไหมครับ  
คิดสิคะ เชื่อว่าใครๆ หลายคนก็คงมีฝันแบบนี้แหละ แต่สุดท้ายแล้วแอ้ว่าไม่เวิร์คหรอก เพราะว่าการเดินทางมันพิเศษ ก็เพราะมันพิเศษ ถ้าชีวิตมีแต่การเดินทาง มันจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ ไป
สมมติเราชอบกินช็อคโกแลตมากที่สุดเลย แล้วกินแต่ช็อคโกแลตทุกๆ วัน ข้าวก็ไม่กิน ยาก็ไม่กิน เชื่อว่าช็อคโกแลตจะเป็นของโปรดเราไปได้ไม่นานแน่ 
อีกอย่าง นอกจากงานจะนำมาซึ่งทรัพยากรสำคัญที่จะใช้ในการท่องเที่ยวแล้ว งานที่แอ้ทำก็สนุกด้วยนะคะ ตื่นเต้นไปอีกแบบเลยแหละ เป็นการเดินทางเหมือนกัน แต่เดินทางเข้าไปในโลกธุรกิจ ใช้เทคนิคต่างๆ ผจญภัยกับงานในแต่ละวัน ระดับความท้าทายใช้ได้เลยทีเดียว   
แถมให้นิดนึงสำหรับท่านที่อาจจะเบื่องาน ลองหาเพลงเก่าเพลงนี้ฟังนะคะ Spoonful of Sugar เป็นเพลงประกอบหนังเก่าๆ เรื่องแมรี่ ป๊อบปิ้นส์ ตอนที่แมรี่สอนให้เด็กๆ ทำงานบ้าน เธอเปรียบงานบ้านเหมือนยาขมซึ่งจะกินมันโดยไม่ทรมานลิ้นต้องกลืนพร้อมๆ กับน้ำตาล เช่นเดียวกันกับงานที่น่าเบื่อ ย่อมมีมุมที่สนุก หามันให้เจอแล้วใช้ความท้าทายตรงนั้นแหละมานำทางให้งานสำเร็จค่ะ
 
 
 
คิดอย่างไรกับมนุษย์เงินเดือนที่ที่เอาแต่ทำงานหนัก ไม่ยอมไปเที่ยวหรือพักผ่อน
แอ้เคยเป็นมนุษย์เงินเดือนคนนั้นเลย
แอ้เริ่มออกเดินทาง ก่อนที่จะลงมือทำบล็อกนี้ไม่นานเลยค่ะ อาจจะช่วงเดียวกันด้วยซ้ำ
ก่อนหน้านั้นเป็นมนุษย์เงินเดือนเต็มขั้น ทำงานหนักมาก แรกๆ ตกลงกันไว้ว่าทำงานจันทร์-ศุกร์ และเสาร์เว้นเสาร์ ต่อมาแอ้ไปทำทุกเสาร์ ต่อมาวันอาทิตย์ก็เตร่ๆ อยู่แถวไซต์งาน แต่ก่อนทำงานอยู่ส่วนงานก่อสร้าง คุมไซต์เลยบ้าง เป็นทีมสนับสนุนบ้าง หนักๆ เข้าก็ย้ายไปอยู่ข้างๆ ไซต์ นอนมันในห้องประชุมเสียเลยด้วยความบ้างาน ในหัวมีแต่เรื่องงานตลอด เครียด ไม่ได้ผ่อนคลายเลย อย่างพักสุดๆ คือไปนั่งดูน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วฝันถึงท้องทะเลอะไรอย่างนี้ ทำตัวแบบนั้นมาหลายปี ได้รู้แล้วว่าไม่มีประโยชน์เลย เราไม่รู้หรอกว่า นาฬิกาของเราจะหยุดเดินเมื่อไหร่ เราไม่รู้จริงๆ นะ
แล้วโลกนี้ก็กว้างเหลือเกิน เราจะไม่อยากเห็นมันเชียวหรือ นี่โลกเลยนะ ถ้าโอกาสครั้งนี้หมดไป ก็ไม่รู้จะมีโอกาสอย่างนี้อีกเมื่อไหร่..
จากนั้นก็เปลี่ยนตัวเองแบบเต็มรูปแบบ หางานใหม่ที่หยุดเสาร์อาทิตย์ ก็มีนี่หว่า ไม่เห็นหายากอะไร,จัดระเบียบชีวิตหลายายสิ่งที่ยุ่งเหยิง ทุกวันนี้ก็ยังจัดอยู่เรื่อยๆ เพราะมันคอยจะยุ่งอยู่เสมอค่ะ แล้วเริ่มต้นออกเดินทางอย่างที่ฝันไว้นานเสียที
หลายๆ คนที่ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานหนักอยู่จะคิดว่าในขั้นตอนนี้ การเปลี่ยนแปลงตรงนี้มันยากมาก ติดนั่นติดนี่ จากคนที่ผ่านตรงนั้นมาแล้วนะ อยากบอกว่าไม่ยาก ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากทำมันรึเปล่า จัดระเบียบทรัพยากรมีค่าที่สุดของชีวิตคุณเอง นั่นก็คือเวลา แบ่งให้งานด้วย ให้คนที่คุณรักด้วย อย่าลืมให้ตัวเองด้วยนะคะ ไม่จำเป็นต้องเป็นการเดินทางหรอก รักอะไรก็ทำสิ่งนั้นแหละ มันเป็นรางวัลที่ควรให้กับตัวเองบ้างนะ      
 
 
 
คุณว่าการเดินทางจำเป็นกับชีวิตไหม    
สำหรับแอ้จำเป็นมากกกกก มันคือเชื้อเพลิงที่เติมพลังให้ความฝัน เป็นแหล่งความรู้ เป็นตัวจุดประกายความคิด เป็นที่พักผ่อน เป็นสนามประลอง เป็นสะพานไปสู่สิ่งใหม่ๆ เป็นไทม์แมชชีนให้เราย้อนกลับไปค้นหาวันเก่าๆ และอื่นๆ อีกมากมาย มันสร้างทั้งมุมมองและบุคลิกภาพใหม่ให้เราเลยนะ และไม่ต้องสงสัยเลยว่าดีกว่าของเก่าเยอะ 
 
 
 
คุณได้อะไรจากการเดินทาง 
ได้รับ และ ได้ให้
คนเราเดินทางส่วนมากขั้นแรกคือหวังจะไปรับ รับอากาศบริสุทธิ์ ความสวยงาม ไอดิน กลิ่นป่า เอาหน้าไปปะทะสายหมอก ลองทานอาหารแปลกๆ มีเพื่อนใหม่ ฯลฯ
แต่เหนือกว่านั้น คุณรู้ไหมการเดินทางเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งปันนะ เรารับและเราให้
สิ่งที่เราให้เห็นชัดๆ คือเงินที่ใช้จ่ายจะหมุนเวียนในท้องถิ่นนั้น แต่ลึกไปกว่านั้นคือกำลังใจ ที่ว่าสิ่งที่เขาทำอยู่มันโอเคนะ เรามาและเราเห็นแล้ว ชอบด้วย แค่บอกว่าชอบเขาก็มีความสุขแล้ว บางครั้งเราแวะพักตามที่พักที่ร้างผู้คน เขากำลังหมดกำลังใจที่จะทำต่อ เราอาจจะเป็นกำลังใจเพียงหนึ่งเดียวของเขาก็เป็นได้ 
แอ้จะชอบล้วงลึกไปกว่านั้นอีกนิด ยกตัวอย่างเช่นล่าสุดไปลาวใต้ ไปเจอแม่เฒ่าทำอาชีพทอผ้าแบบไม่ใช้กี่ ทำมาเจ็ดปีแล้ว เห็นท่านั่งแกแล้ว โอ้โห ต้องปวดหลังแน่เลย แทนที่จะถ่ายรูปแม่เฒ่าเยอะๆ เพราะมุมกล้องสวย ก็กลับวางกล้องซะแล้วขึ้นบนเรือนแม่เฒ่า นั่งคุยกันนานสองนาน แล้วสอนแกทำโยคะสองสามท่าที่ยืดหลังเหมือนลูกหลานที่เป็นห่วงย่ายาย หรือคอมเมนต์ให้เด็กๆ ที่ร้อยสร้อยขายว่าแบบไหนจะฮิต แบบไหนจะขายได้เยอะ
แอ้มีความสุขกับสิ่งนี้มากเลยนะ ทุกคนเป็นเพื่อนเรา เป็นคนที่เราห่วงใยและอยากให้เขามีความสุขดี เป็นแนวคิดที่สุขนิยมมาก แต่เชื่อว่าเวิร์คในโลกยุคเหนื่อยๆ อย่างตอนนี้แหละ 
 
 
 
แล้วได้อะไรจากการเขียนบล็อกครับ 
แรกเริ่มเดิมทีที่เขียนบล็อกเพื่อจะบันทึกค่ะ ตอนนั้นยังเล่นเฟซบุ๊คไม่เป็น เพื่อนๆ ชอบถามว่าไปไหนมา ไหนดูรูปหน่อย แอ้ชอบถ่ายภาพด้วย แต่ก็ไม่ได้ดีอะไรมากมายนะคะ ก็เล่าให้ฟังทีละคน เปิดรูปให้ดูด้วย หลังๆ มาชักจะ เอ๊ะ.. พูดหลายรอบแล้วแฮะทริปนี้ เขียนเลยแล้วกันแล้วส่งลิงค์ให้เพื่อนอ่าน  
แต่พอมาเขียนบล็อกแล้วมีคนอ่านมากขึ้น ก็ได้รับความสุขอีกแบบคือได้แบ่งปันประสบการณ์สนุกๆ  จะมีความสุขมากๆ เลยถ้าไปจุดประกายฝันให้ใครเข้า เพราะแต่ก่อนแอ้ก็เป็นคนที่เกาะขอบจออ่านเรื่องราวของชาวบ้านเหมือนกัน  ก็ถือว่าเป็นการทำหน้าที่ทายาทนักเดินทางแต่ละยุคสมัย ที่เล่าขานเรื่องราวสืบต่อกันไป
สักวันแอ้อาจจะไม่ได้ออกเดินทางอีกแล้ว แต่เรื่องราวมันก็ยังอยู่ แรงบันดาลใจ และความสุขก็ยังอยู่ ทั้งสำหรับตัวแอ้เองและสำหรับใครก็ตามที่ผ่านมาอ่านค่ะ  
อ้อ.. นอกจากเรื่องเดินทาง เรื่องอื่นก็เขียนอยู่บ้างนะคะ เช่นหนังสือ กล้องโลโม่ ไลฟ์สไตล์ชิวๆ เรื่องเล่าขำๆ แต่ก่อนเคยพยายามจะเล่าประสบการณ์ในวงการก่อสร้างของตัวเองด้วย แต่หลังๆ นี่เที่ยวล้วนเลยน่ะสิ
 
 
 
ในชีวิตตอนนี้มีคำถามอะไรที่คุณยังสงสัย และยังคงหาคำตอบไม่ได้    
เรื่องในอวกาศมั้ง องค์ความรู้มันกว้าง อยากรู้ว่ามีดาวดวงไหนมีสิ่งมีชีวิตอยู่อีกไหม เขาจะเหมือนเรารึเปล่าอะไรอย่างนี้ ประตูมิติมีจริงไหม ขอบอวกาศมันมีที่จบรึเปล่า มันต้องมีสิ มันจะกว้างใหญ่ไพศาลแค่ไหนก็ต้องมีขอบ นอกขอบออกไปคืออะไรเหรอ คนเราจะเทเลพอร์ตได้จริงๆ เมื่อไหร่ ส่วนเรื่องเกิดมาทำไมอันนี้ไม่ถาม เพราะได้คำตอบแล้ว
 
 
 
นอกจากการเดินทาง ทุกวันนี้คุณมีความสุขกับอะไร   
การมีชีวิตนี่แหละ มีความสุขแล้ว ตื่นเช้ามามีนกบินไปบินมาอยู่แถวๆ ระเบียง กลางวันลับสมองกับงานเต็มโต๊ะ ทานอาหารอร่อย เฮฮากับเพื่อนๆ กลับบ้านต่างจังหวัดตามที่วางแผน ทำดีบ้าง ทำบุญบ้าง อ่านหนังสือบ้าง ดูหนังบ้าง ถ่ายรูปบ้าง ทำงานอดิเรกล้านแปด เล่นดนตรีบ้าง แน่นอนว่าไม่เพราะหรอก แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นเนอะ
เหงาบ้าง เหงาก็รวมอยู่ในความสุขของแอ้นะ มันเป็นเวลาที่ได้อยู่กับตัวเองมากที่สุด คือชอบชีวิตตัวเองตอนนี้มากค่ะ ถ้าเงินเดือนเยอะกว่านี้จะชอบมากสุดๆ ไปเลย   
 
 
 
 
ทริปต่อไปของคุณคือที่ไหนครับ 
พาที่บ้านไปเที่ยวเชียงใหม่ กลับมาทำงานสองวันแล้วก็ต่อด้วยแบ็กแพ็คกัมพูชาค่ะ จริงๆ จะลารวดไปเลยก็ได้ วันลายังมี แต่กลับมาหน่อยดีกว่า จะเที่ยวสนุกได้ งานต้องเสร็จนะ พอไม่มีอะไรต้องกังวล ใจมันก็เบา เที่ยวสบายล่ะทีนี้ 

บันทึกแห่งความไร้นิยาม.

posted on 18 Feb 2012 03:08 by thelastquestion  in questionblog  directory Entertainment, Idea
 
คุณชอบดูหนังไหมครับ ?
 
ผมชอบ.
 
ความชอบนี้ทำให้ผมมีโอกาสได้เข้าไปอ่านบล็อกของคุณเซียม แห่ง Seam - C's Blog
 
คุณเซียมเป็นคนดูหนังที่รอบจัดมาก คือดูหมดไม่ว่าจะแมสหรืออินดี้ จะอาร์ตหรือตลาด จะบันเทิงหรือปวดสมองหนักกบาล.
 
การได้อ่านความคิดเห็นของเขาที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ ถือเป็นสิ่งที่ผมชอบทำ
 
มุมมองของเขามักจะลึกล้ำ, แยบคาย,
 
ที่สำคัญเขาเขียนสนุกมาก มีหลายครั้งเลยที่ผมชมเขาว่าเขียนได้สนุกกว่าตัวหนังเสียอีก
 
 
 
 
การให้คำจำกัดความเขาเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก
 
คงเปล่าประโยชน์ที่จะอารัมภบทต่อไป.
 
ไปฟังคำเจ้าตัวกันเลยดีกว่า.
 
 
 
 
คุณนิยาม "คุณ" และ "บล็อกของคุณ" ว่าอย่างไร ?
เราไม่เคยนิยามชีวิตเราเลยจริงๆให้ตายเถอะ งั้นบล็อคเราก็คงเป็น "บันทึกแห่งความไร้นิยาม"
คือเจออะไรมาก็เขียนๆไป ซึ่งมันเป็นความคิดเมื่อแรกเริ่มเลยนะ แต่ช่วงหลังๆเน้นหนังเสียมาก
 
 
หนัง/หนังสือ/เพลงโปรดของคุณ ?
จริงๆเยอะนะ ตามประสาคนเสพติดที่มักมีที่รักมากกว่าที่ชัง ก็เลยขอเป็นสิ่งๆแรกที่ป๊อปขึ้นมาในหัวละกัน
หนัง : Be with Me (Eric Khoo/ Singapore/ 2005)
หนังสือ: ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน (วินทร์ เลียววาริณ)
เพลง: Someday We'll Know (The New Radicals)

 
เห็นว่าเวลาก็ไม่ค่อยจะมีว่าง แล้วอะไรทำให้คุณยังคงอัพบล็อกมาจนถึงทุกวันนี้ ?
จริงๆเราเขียนเพราะแค่อยากบันทึกนะ เหมือนไดอารี่หนังมากกว่า
หากสังเกตดูเราจะใส่วันที่ดูเข้าไปด้วย แต่พอเขียนๆไปมันชักเริ่มสนุก มันยิ่งทำให้เราคิดและตั้งใจกับหนังมากขึ้นมันเลยเกิดอาการอยากปล่อยของ ก็เลยเขียนไปเรื่อยๆตราบเท่าเวลาที่มี
แต่ช่วงนี้คงมีแต่แบบสั้นๆ เพราะเวลาอันน้อยนิดจริงๆ ด้วยหน้าที่การงานที่เยอะมากขึ้น
 
 
สไตล์การดูหนังของคุณกว้างมาก ตั้งแต่หนังแมส หนังอินดี้ จริง ๆ แล้วคุณเลือกดูหนังสักเรื่องจากอะไร ?
ไม่เลือกครับ ดูหมด หรือถ้าจะมีมันก็อยู่ ณ โมเม้นต์นั้นมากกว่าว่าอยากดูหนังประเภทไหน แนวใด ประเทศใด ในวันนั้นๆตามอารมณ์นั้นๆมากกว่า หรือไม่ก็สุ่มเอาเลย

 
หลัง ๆ เห็นเขียนถึง 'หนังเรต' ของไทยบ่อย ๆ คุณมองเห็นหรือสนใจอะไรในนั้น ?
จริงๆเป็นคนดูหนังโป๊ทั้งแบบฮาร์ตและซอฟท์เป็นปกติอยู่แล้ว ดูหมดและชอบมากด้วย 555
ที่ช่วงนี้ดูหนังเรตอาร์ไทยเยอะ เพราะเราพบว่าเราเห็นอะไรที่หนังในกระแสหรือในสังคมมันไม่ค่อยจะพูดถึงนัก
หนังบางเรื่องมันวิพากษ์สังคมได้ดีกว่าหนังในกระแสเสียอีก และบางเรื่องมันกล้าและจริงใจมากกว่าในการนำเสนอด้านมืดของสังคมโดยที่มันไม่ได้มองว่ามันคือสิ่งผิด แต่มองด้วยสายตาแบบมนุษย์ปุถุชนแทน
ซึ่งเราชอบสิ่งนี้ในหนังแนวนี้มากๆ ดูๆไปเราจะพบว่าเราจะเริ่มเฉยๆกับฉากเซ็กซ์ซีนแล้วไปสนุกกับอะไรระหว่างทาง มากกว่า
แต่ช่วงหลังๆเหมือนความต้องการของคนดูมันสูง คนทำเลยทำเหมือนขอไปที หนังช่วงหลังๆเลยเหมือนตีหัวเข้าบ้านซะมากกว่า
นี่ก็ว่าจะดูน้อยลงละ แต่ข้อเสียของหนังแนวนี้คือคุณไม่มีสิทธิ์รู้ได้หรอกว่าอันไหนมันจะโดน มันก็เหมือนซื้อหนังโป๊นั่นแหละที่ตรงปกบ้างไม่ตรงปกบ้าง ก็ต้องลุ้นเอาซึ่งมันก็เป็นเรื่องสนุกอีกอย่างหนึ่ง

 
ผู้กำกับหรือนักแสดงคนไหนบ้างที่คุณจำเป็นต้องตามดูงานของเขาตลอดมา ?
อยากตอบเหมือนข้อ 2และข้อ 4 ถ้าเป็นแต่ก่อนคงตามแต่ตอนนี้เราไม่ถึงกับตามดูทุกเรื่องแล้วล่ะ แล้วแต่โอกาสมากกว่า จริงๆมีหนังของผู้กำกับหรือนักแสดงที่ชอบอยู่กับตัวนะแต่มันไมได้อยู่ใน เงื่อนไขการนำมาดู ไม่ค่อยยึดติดอะไรแบบนั้นแล้วล่ะ มีโอกาสก็ดู

 
คุณคิดอย่างไรกับโรงภาพยนตร์ไทย ทั้งราคา คุณภาพ และบริการ ?
คือจากที่ดูหนังมากตั้งแต่ตั๋ว 60 บาทจนตอนนี้ขึ้นมาที่ 160 บาทแล้วเรารู้สึกว่ามันโหดเกินไปทั้งๆที่อะไรหลายๆอย่างก็เหมือนเดิมหรือบางทีก็แย่กว่าด้วย
ล่าสุดไปดูหนังเทศกาลมา ซับตกบ้าง, ลำโพงแตกบ้าง, เลนส์ไม่เปลี่ยนให้ถูกสเกลบ้าง ซึ่งจริงๆไอ้คุณภาพมันพัฒนากันได้แต่ก็งงว่าทำไมไม่ทำ
เราเคยเป็นเด็กฉายหนังมาก่อนเลยรู้ว่าปัญหาการฉายทั้งหมดที่เราเจอนั้นมันเพราะอะไร แล้วอีกอย่างขอเถอะ อย่าเอาเปรียบผู้บริโภคให้มันมากนัก (นี่เราควรเจาะจงไปที่เครือนั้นเลยดีไหม? 555 เรามีปัญหากับเครือนี้มากทีเดียว)

 
มีหนังเรื่องไหนที่ดูแล้วรู้สึกว่ามันเลวร้ายสุด ๆ บ้างไหม ประเภทดูแล้วเสียดายเงินและเวลาเป็นอย่างยิ่ง ?
"ผู้ชายลัลล้า" เป็นหนังเรื่องแรกที่ให้ 0 ซึ่งจริงๆมันน่าจะติดลบด้วยซ้ำ ขนาดได้ดูบนรถทัวร์เพื่อฆ่าเวลาแล้วนะ

 
ใครคือนักวิจารณ์ที่คุณชอบที่สุด ?
ที่สุดก็คงเป็นพี่ชาย Filmsick (http://filmsick.wordpress.com/)

 
ผ่านชีวิตมามากพอสมควร ทุกวันนี้คุณยังตื่นเต้นกับใคร สิ่งใด หรืออะไรอีกไหม ?
เรายังรู้สึกว่าเรายังผ่านชีวิตไม่มากเลยนะ ตัวเลขอายุเพิ่มขึ้นจริงแต่มันไม่ใช่ตัวบ่งบอกประสบการณ์นี่
ฉะนั้นแล้วอะไรที่มันใหม่ๆที่ผ่านเข้ามาเราก็ตื่นเต้นหมดแหละ ขนาดไปดูหนังเทศกาลยังตื่นเต้นเลย ลุกลี้ลุกลนต้องรีบไปเช้าๆ กลัวไม่ทัน 555

 
มีหนังเรื่องไหนบ้างไหม ที่เรื่องราวของมันเหมือนหรือคลับคล้ายกับชีวิตของคุณ ?  
ถ้าคิดออกตอนนี้ก็คงเป็น October Sonata, No Strings Attached กับ I Carried You Home

 
หากมีคนต้องการจะสร้างหนังจากชีวิตจริงของคุณ คุณอยากให้ใครเป็นผู้กำกับหนังเรื่องนี้
ถ้า ณ ตอนนี้ก็คงต้องเป็น Sion Sono เพราะชีวิตเรามันเรียบมาก Sono อาจเพิ่มความป๊อปและตีแผ่ถึงสันดานเราได้

 
หนังให้อะไรกับคุณบ้างครับ ?
ทุกอย่างแหละ เราสามารถเรียนรู้โลกก็จากหนัง เรียนรู้สังคมต่างๆในโลกก็จากหนัง เรียนรู้ความเป็นมาเป็นไปของทุกอนูในโลกก็จากหนัง
แรกๆมันก็เริ่มจากความบันเทิงนั้นแหละแต่พอยิ่งดูๆไปเราจะพบว่าโลกภาพยนตร์ มันกว้างมากและสะท้อนได้เกือบทุกสิ่ง อย่างน้อยๆมันก็กระตุ้นสมองเราให้ทำงานมากขึ้นบ้าง ได้ใช้งานมันในทางที่เราชอบบ้าง เมื่อนั้นความสุขก็เกิดอันคงเป็นเป้าประสงค์หลักของชีวิตเราน่ะ

 
ในชีวิตตอนนี้มีคำถามอะไรที่คุณยังสงสัย และยังคงหาคำตอบไม่ได้ ?
คำถามที่ถามตัวเองตลอดและโคตรคลาสสิคเลยคือ "คนเราเกิดมาทำไม?" คือจริงๆเรามันเป็นพวกอัตถิภาวนิยมนะ คือเชื่อว่าคนเราเกิดมา เรียนรู้หาคุณค่าแล้วก็ตายไป ไม่มีอะไรก่อนหรือหลังจากนั้น คือเชื่อว่าคนเราเป็น 0 ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้แล้ว เชื่อในผลของการกระทำของตัวเอง แต่มันก็ยังมีความขัดแย้งในตัวอยู่เพราะเราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องเกิดมา?

 
ความสุขในวันนี้ของคุณคืออะไรครับ ?
นอนหลับได้สนิทและเต็มอิ่มโดยไม่ฝันครับ เพราะฝันแต่ละทีตื่นมาเหนื่อยอิบอายเลย
 
 
 

life goes on.

posted on 11 Feb 2012 02:24 by thelastquestion  in questionblog  directory Lifestyle, Knowledge, Idea
 
 
 
เมื่อแรกเริ่มทำบล็อกนี้, ความตั้งใจของผมในตอนนั้นคือ ต้องการถามคำถามที่ยังคงสงสัย ต้องการต่อยอดจากคำถามไปสู่คำตอบ หรือจากคำตอบไปสู่คำถามใหม่ก็ได้
 
ความตั้งใจของผมคือ 'ถาม'
 
แล้วดูว่าคำถามนั้นนำไปสู่อะไร.
 
 
 
Categories = Questionblog เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองจุดประสงค์นั้น
 
มีแค่บางอย่างที่ต่างกัน,
 
ผมอยากรู้ว่ามุมมองของคนหนึ่งคน กับคนอีกหนึ่งคนที่ต่างกัน เมื่อนำมาหักล้าง พิจารณา ครุ่นคิดใคร่ครวญแล้ว เราได้อะไรบ้าง คำตอบที่ออกมาพาเราไปสู่อะไร
 
แน่นอนว่าคำตอบของแต่ละคน บ้างก็เหมือน บ้างก็ต่างกัน
 
ไม่มีคำตอบไหนดีเลว, หรือถูกผิด
 
ผมคิดว่าคำตอบของแต่ละคนไม่ได้สะท้อนแค่ชีวิตของเขาเท่านั้น
 
แต่ยังสะท้อน 'ทัศนคติ' ของเขา
 
เรื่องเดียวกันบางคนคิดต่างกันได้, เหตุการณ์เดียวกันเราก็มองคนละภาพกัน
 
ทัศนคติ เปรียบเสมือน "แว่น" ที่เราใช้มองโลกใบนี้
 
ชีวิตเราจะดีหรือเลว, บางที ก็อาจจะขึ้นอยู่กับมัน
 
มุมมองของเรา
 
 
 
หลายครั้งที่มองวัยรุ่นสมัยนี้, คำถามที่ผุดโผล่ขึ้นมาในใจเสมอคือ, ทำไมพวกเขาถึงได้อ่อนแอกันนัก
 
ทั้งความรู้ ความคิด และความเข้าใจ
 
เห็นทั้งเด็กที่ผูกคอตายเนื่องด้วยสอบไม่ติด ทั้งเด็กที่ผลาญเงินพ่อแม่เป็นว่าเล่นไปกับค่าเหล้ายา
 
ดูเหมือนโลกเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน ทุกอย่างก็เปลี่ยน
 
 
 
 
"iamdozenist" ไม่ใช่อย่างนั้นครับ
 
เด็กมหาjลัยคนนี้ ทำให้ผมต้องคิดใหม่
 
ด้วยเพราะมุมมองของเขา
 
ข้อดีข้อหนึ่งของการไม่พกร่ม
คือเราจะได้อาศัยร่มของคนใกล้ตัวติดไปด้วย
คนคนนั้นเราอาจไม่ได้สนิทกันก็ได้
ร่ม...ทำให้เราใกล้ชิดกัน
อย่างน้อยก็ก่อนที่เราจะแยกจากกันไป
 ...มันอบอุ่นจนเราลืมไปว่าฝนกำลังตกอยู่น่ะ
 
 
 
 
สิ่งที่แท้จริงกว่าภายนอก
ก็คือภายในของเราเอง
 
 
 
 
-บางครั้งเราก็อยากหยุดเวลาของเราไว้แค่ในตอนเด็ก
หรืออยากเก็บบางช่วงเวลาที่ดีงามของชีวิตไว้กับตัวตลอดไป
เหมือนเก็บให้เวลาอยู่ในขวดแก้วที่พลิกกลับไปกลับมาอย่างไร
ก็จะไม่ร่วงหล่นไปไหน
 
แต่ความเป็นจริงคือไม่มีแก้วชนิดใด
จะแข็งแรงทนทานพอจะรองรับเศษทราย
ที่เต็มไปด้วยความทรงจำร้อยพันของเรา
ที่มีทั้งสุขและเศร้าไปด้วยกัน
แก้วไม่เคยรองรับได้อย่างนั้น
ไม่เคยเลย
 
เหมือนกับที่เราก็ไม่อาจเก็บความฝันของเราไว้ได้
เช่นกัน
 
 
 
 
ในแต่ละช่วงชีวิตของคนเรา ก็คงมีเรื่องให้ต้องคิดต้องทำต่างกันไป
เด็กเล็กคงคิดว่าวันนี้จะเล่นเกมอะไร วัยรุ่นคงคิดว่าวันนี้จะแต่งตัวยังไง
คนวัยผู้ใหญ่คงคิดว่าวันนี้จะเสนองานผ่านไหม
 ผู้เฒ่าผู้แก่คงเลิกคิดเรื่องอย่างอื่น...นอกจากเริ่มปล่อยวาง
 
เคยเขียนเอาไว้เหมือนกันว่า 'เรื่องบางเรื่องก็มีแค่วัยนี้เท่านั้นที่ทำได้'
เพราะฉะนั้นบางอย่างที่อาจไม่ได้ทำบ่อยครั้งไป หรือมีแค่วัยนี้เท่านี้ที่ได้ทำ
ก็ควรรีบลงมือทำ...ก่อนหมดเวลา
 
ในช่วงชีวิตของเราทั้งหมด จะมีกี่เรื่องให้ต้องคิดกันบ้าง
เรื่องตัวเอง เรื่องครอบครัว เรื่องเพื่อนฝูง เรื่องการเรียน เรื่องการทำงาน เรื่องสุขภาพ เรื่องความรัก เรื่องความสัมพันธ์ ฯลฯ
เขียนมาเหมือนเยอะแยะมากมาย แต่เอาเข้าจริง พอเราเติบโตมากขึ้น...ก็พบว่าเรื่องทั้งหมดมันสัมพันธ์กัน
และพบว่าเราจะแยกเรื่องใดเรื่องหนึ่งออกจากกันไม่ได้เลย
 
 
 
ทุกความคิดที่ถูกถ่ายทอดออกมา, ไม่ใช่แค่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งวัยใฝ่ฝันแต่เพียงเท่านั้น
 
แต่ยังแฝงเร้นไว้ด้วยความละเมียด ละเอียด และหนักแน่น
 
ที่จริงแล้วคนเราอาจไม่จำเป็นต้องมีความรู้ระดับดีเลิศ ความคิดระดับยอดเยี่ยม และความรู้สึกอันละมุนไม
 
ขอแค่ "ทัศนคติที่ดี" ก็คงพอ
 
 
 
 
เพราะเราไม่ได้ต้องการ "ชีวิตที่ดี" เสมอไป.
 
เราต้องการแค่ "ชีวิตที่เหมาะกับเรา"
 
และบางที.
 
มันคงถึงเวลา, ที่ผมต้องเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่แล้ว
 
หากแว่นของคุณเริ่มมีริ้วรอย, อาจถึงเวลาต้องเช็ดมันแล้วล่ะครับ
 
เริ่มด้วยการอ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้...
 
 
 
 
 
คุณนิยาม "คุณ" และ "บล็อกของคุณ" ว่าอย่างไร ?
รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนให้คำนิยามยากมาก เพราะความสนใจของเราเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามวันวัยที่โตขึ้น
แต่ถ้าเอามุมที่เรารู้สึกกับตัวเองจริงๆ ก็รู้ตัวว่าเป็นคนที่มีสองบุคลิกครับ
ครั้งจะเฮฮาบ้าบอเต็มเหนี่ยวก็ได้ในช่วงอารมณ์หนึ่ง หรือในอีกอารมณ์หนึ่งก็จะนิ่งๆ เฉยๆ เคร่งเครียดเป็นเหมือนกัน
ความเป็นตัวเองแบบนี้ก็เลยส่งมาถึงบล็อกที่มีทั้งโทนสุขโทนเศร้า (บ่อยครั้งจะเป็นไปในแบบหลัง) 
แต่ที่เราเศร้าได้เพราะรู้ว่าความสุขเป็นยังไง
นิยาม สั้นๆ สำหรับบล็อกสีขาวที่ชื่อว่า iamdozenist* ก็คงเป็นบล็อกที่เรียบเรียงตัวอักษรถึง "ชีวิต ความสุข และความฝัน" (ของตัวเราเอง) เป็นหลักครับ
 
 
 
หนัง/หนังสือ/เพลงโปรดของคุณ ?
พวก หนัง หนังสือ เพลง ถ้าจะยกให้อยู่ใน favourite ได้ ก็คงเป็นพวกที่มันกระทบกับใจของเรา หรือรู้สึกได้ว่าชีวิตเรามีส่วนหนึ่งที่เป็นอย่างนั้นอยู่ในตัวสื่อพวกนี้
ภาพยนตร์ ถ้าเอาที่สุดแล้วก็คงเป็น "รักแห่งสยาม" ที่หยิบมาดูทีก็ยังเก็บอะไรใหม่ๆ จากหนังได้ตลอด
ชอบที่เขาไม่ได้เล่าเรื่องราวความรักของวัยรุ่นสมัยนี้เท่านั้น แต่ยังพูดถึงครอบครัว และการหล่อเลี้ยงชีวิตระหว่างกันด้วย
ดูแล้วมันมีความละมุน อบอุ่น และก็มีน้ำตาได้เสมอ 
หนังสือ ยกเล่มที่ชอบที่สุดของปีที่แล้วละกันครับ คือ "อยากให้ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง" ของอภิชาต เพชรลีลา
เคยเขียนลงบล็อกไปแล้วเมื่อปีก่อน และเป็นหนังสือที่เอายกมาพูดในคลาสเรียนหลายๆ ครั้งด้วย
เป็นหนังสือที่อยากบอกต่อให้กับคนที่รักหลายๆ คนว่าอ่านเถอะ เพราะเชื่อว่าอ่านจบแล้วจะอยากออกไปใช้ชีวิตในรูปแบบของตัวเอง
หนังสือเล่มนี้ตรงใจเราตรงที่พูดถึงชีวิตของเราในแบบที่อยากเป็น 
ภาพหลังของเมืองเชียงใหม่ ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย และการไขว่คว้าตามความฝันของแต่ละคน อ่านแล้วเจ็บและจุกมากครับ
เพลง "คนธรรมดา" ของวง August เหมือนจะนานแล้วนะ แต่ก็ยังเปิดฟังเรื่อยๆ เป็นเพลงหนึ่งที่มีความหมายและมีอิทธิพลกับชีวิตม.ปลายเรามาก 
ยังคงเก็บความหมายและซึมซับความละเอียดอ่อนของเนื้อเพลงได้เรื่อยๆ 
อันที่จริงชอบเพลงของวง August เกือบทุกเพลง เพราะเนื้อเพลงของเขาพูดถึงความจริงของความรักที่ยังไงก็ต้องเจอ
 
 
 
คุณคิดว่าชีวิตมัธยมกับมหา’ลัยต่างกันอย่างไร และคุณชอบช่วงชีวิตไหนมากกว่ากัน ?
มัธยมเป็นช่วงเวลาที่ปล่อยให้เราได้สนุกกับชีวิตวัยรุ่นแบบสุดเหวี่ยง ได้ออกไปทำอะไรมากมาย 
อยากทำอะไรก็ทำ ได้มีชีวิตเฮี้ยวๆ กับเขาบ้างเหมือนกัน (แม้จะไม่มาก)
ที่สำคัญ ชีวิตช่วงนั้นสอนให้เข้าใจความหมายของ "เพื่อนและมิตรภาพ"
และเป็นช่วงที่ความฝันเบ่งบาน ไม่มีขีดจำกัดจริงๆ
ส่วนชีวิตในมหา'ลัย สอนเราให้เติบโตขึ้น ให้เห็นความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น ได้ก้าวเข้าไปลองใช้ชีวิตในโลกจำลองแบบผู้ใหญ่
ได้ รู้ว่าจริงๆ แล้วชีวิตก็ไม่ได้สวยงามขนาดนั้น รู้ว่าสังคมจริงๆ ที่กำลังจะเผชิญออกไปมันมีอะไรหลายอย่างที่เราคงไม่พอใจแน่ๆ แต่เราก็หลีก เลี่ยงไม่ได้
ช่วงมหา'ลัยเป็นช่วงที่ทำให้ได้รู้จักตัวตนจริงๆ ของตัวเองขึ้นนะ ไม่ได้เพ้อฝันแบบวัยมัธยม
พอต้องตัดสินใจว่าชอบชีวิตช่วงไหนมากกว่ากันก็ไม่ลังเลเท่าไหร่
ชีวิตในมหา'ลัยก็สนุกนะ 
แต่ยังคงคิดถึงช่วงหอมหวานของวัยมัธยมอยู่ครับ
 
 
 
ในฐานะที่เกี่ยวข้องโดยตรง คุณคิดว่าปัญหาของการศึกษาไทยในปัจจุบันคืออะไรครับ ?
อาจไม่ใช่ความคิดของเราเองทั้งหมดนะ แต่เป็นความคิดที่ตกตะกอนมาจากวิชาหนึ่งที่กำลังเรียนอยู่
สิ่งที่อาจารย์ยกประเด็นขึ้นมาพูดก็คือ การศึกษาเป็นกระบวนการหนึ่งที่สังคมใช้ขัดเกลาเราให้ออกไปเป็นฟันเฟืองหนึ่งของสังคม
การศึกษาของไทยเป็นแค่ระบบสอน ท่อง แล้วจำไปเขียนตอบในห้องสอบ ก่อนจะลืมไป
เราจบการศึกษาแล้วก็แย่งกันหางานทำ เป็นมนุษย์เงินเดือน รอเกษียณ รอออกจากงาน แล้วค่อยไปใช้ชีวิตบั้นปลาย
ตลอดยี่สิบปีที่เรียนมา การศึกษาก็เลยไม่ได้สอนให้เราเรียนรู้หรือคิดเป็น เพราะสังคมกลัวว่าถ้าเราคิดเป็นแล้วจะอันตรายต่อระเบียบที่เขาวางกันมาไว้ แล้ว
นี่แหละคือความแย่ที่สังคมไทยใส่ให้เรา
สำหรับความรู้สึกส่วนตัว เรารู้สึกว่าการศึกษาเป็นตัวทำลายความฝันของเด็กหลายๆ คนไป
ความฝันวัยเยาว์ที่สวยงามค่อยๆ ถูกจำกัดด้วยคำว่า "ทำไม่ได้หรอก" "จบไปจะเอาอะไรกิน" "เรื่องอย่างนี้ไม่มีเส้นเป็นไม่ได้หรอก" 
มันทำให้ใครหลายคนเลือกทิ้งความฝันนั้นไปกลางทาง แล้วเข้าสู่ระบบทุนนิยมของสังคมต่อไป
เราว่าจริงๆ แล้วชีวิตเลยไม่ใช่แค่การเรียนรู้ในห้องเรียน ไม่ใช่เลย
แต่คือการได้ลองทำอะไรตามที่เราอยากทำจริงๆ อยากเรียนรู้จริงๆ 
มีอิสระมากพอที่จะไม่ต้องนั่งอยู่ในห้องเรียนแล้วรอให้หมดคาบ ตอนนี้นักเรียนไทยก็เป็นอย่างนี้
ตอนนี้เลยรู้สึกแค่ว่า เราแค่อยากเรียนให้จบ จบก็พอ
แล้วจะออกไปเรียนรู้ข้างนอกให้มากๆ แล้วล่ะครับ
 
 
 
รู้สึกอย่างไรเวลาถูกถามว่า ‘เรียนจบแล้วจะไปทำอะไร’ หรือ ‘แล้ววันข้างหน้าจะเอายังไง’ ?
เป็นคำถามแทงใจดำมาก สำหรับเด็กเรียนนิเทศที่ไม่รู้หนทางของตัวเองแน่ชัด
แต่ ตอนที่โดนถาม (ยิ่งช่วงใกล้จบนี่ยิ่งถามบ่อย) ในความรู้สึกก็ไม่ได้รู้สึกอะไร มันเหมือนเป็นคำถามทั่วไปที่ผู้ใหญ่ถามกับเด็กสมัยนี้
บางทีเขาก็อาจไม่ได้อยากรู้จริงๆ ก็ได้
เวลาที่ถูกถาม ก็เลยได้แค่หัวเราะไป บอกว่าแค่เลือกเรียนนิเทศก็ไม่มีงานทำตั้งแต่แรกแล้ว เป็นคำตอบขำๆ
สำหรับเรา เรามีคำตอบให้ตัวเองนะว่าอยากทำอะไร
แค่มันไม่ใช่คำตอบที่คนรอบข้างพอใจเท่าไหร่ เลยเลี่ยงจะไม่ตอบไปดีกว่า
 
 
 
งานเขียนของคุณค่อนข้างเป็นไปในเชิงบวก ชีวิตจริงคุณเป็นคนมองโลกในแง่บวกหรือเปล่า ?
เรียกว่ากำลัง "พยายาม" มองโลกในแง่บวกละกันครับ
ถ้าลองสังเกตดู ระยะหลังๆ เราจะเขียนคำว่า "เมื่อเติบโตขึ้น" บ่อยๆ
รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ว่า ยิ่งเติบโตก็ยิ่งรู้ว่าชีวิตไม่ได้สวยงามอย่างที่เคยคิดตอนเด็กๆ 
การที่จะใช้ชีวิตตอนนี้อย่างมีความสุข การมองโลกในแง่บวกก็เลยเป็นสิ่งสำคัญ
แต่ต้องไม่บวกจนกลายเป็นคำว่า "โลกสวย" เพราะนั่นหมายถึงเรามองโลกด้านเดียว
บ่อยครั้งในงานเขียนที่เป็นเชิงบวก ก็ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นทั้งหมดหรอกครับ
แต่เป็นการฝึกที่จะบอกตัวเองไม่ให้จมปลักอยู่กับความดราม่าของชีวิต (เพราะเคยผ่านช่วงเวลาแบบนั้นมาแล้ว)
ตัวเราจริงๆ ก็ยังเป็นคนที่เสพดราม่า ชอบความเศร้า มองอะไรร้ายๆ อยู่บ้าง
แต่ก็ค่อยๆ ให้ตัวเองเรียนรู้ไปว่าชีวิตที่ดีเป็นยังไง
ชีวิตที่ดีตอนนี้น่าจะปรุงให้มีทั้งรสชาติของความหวานและความขมนะ
 
 
 
คุณว่าอะไรสำคัญกว่ากันครับ ระหว่างความคิด กับ ความรู้สึก ?
สำหรับเรา เราเป็นคนให้ความสำคัญกับ "ความรู้สึก" มากๆ จนบางครั้งก็ไม่ได้ใช้ความคิดเลย 
เรื่องบางเรื่องรู้สึกว่าใช้ความรู้สึกตอบก็พอแล้ว
ถ้ารู้สึกว่ามันใช่ก็คือใช่ ถ้ารู้สึกว่าไม่ก็คือไม่
เพราะเวลาที่เอาความคิดมาใส่เป็นปัจจัยหนึ่ง มันอาจทำให้เราพลาดโอกาสดีดีอะไรไปตั้งหลายอย่าง
เป็นคนใช้ความรู้สึกเป็นใหญ่มากๆ ครับ
แต่ว่าเคยมีผู้ใหญ่คนหนึ่งบอกไว้ว่า ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่พอดีทั้งเหตุผลและความรู้สึก
เพราะเรื่องบางเรื่องเราใช้แค่ความรู้สึกตอบไม่ได้เหมือนกัน
ความรู้สึกมันอาจเป็นแค่เราคิดเฉพาะในส่วนของเรา
ความคิดจะทำให้เราคิดถึงความรู้สึกของคนอื่นด้วย
 
 
 
คิดว่าอีก 20 ปีถัดจากนี้ คุณจะไปอยู่ที่ไหน และทำอะไรอยู่ ?
20 ปีข้างหน้าก็อายุ 40 แล้ว ตอนนั้นน่าจะตอบตัวเองได้แล้วล่ะครับว่าชีวิตคืออะไร
และน่าจะถึงเวลาแล้วที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างที่วาดไว้ (อาจจะก่อนหน้า 40 ก็ได้)
ถ้าอิงจากความคิดตอนนี้ คงไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ แล้วล่ะ
อาจจะเป็นเชียงใหม่ หรือต่างจังหวัดสักที่ ตอนนี้กำลังตามหาสถานที่ของตัวเองอยู่ครับ
อาจจะกำลังมีความสุขกับธุรกิจเล็กๆ สักอย่างที่เป็นของตัวเอง
มีบ้านเล็กๆ อยู่ที่แห่งนั้น อาจจะอยู่คนเดียวก็ได้
เป็นคนแก่ที่ปั่นจักรยานไปรอบๆ เมือง และยังเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่เรื่อยๆ 
 
 
 
มีคำถามอะไรที่คุณยังสงสัย และยังคงหาคำตอบไม่ได้ ?
คำถามนี้ยากที่สุดเลยครับ เพราะคำถามที่ยังสงสัยก็เหมือนจะไม่มีเท่าไหร่ หรือเป็นเพราะว่าเราไม่เคยสงสัยนะ
ตอนนี้กำลังตั้งคำถามสัมภาษณ์คนคนหนึ่งเหมือนกัน มีคำถามที่ชอบอยู่ที่ถามว่า "ทำยังไงให้ใช้ชีวิตเป็น" 
คำถามนี้ เราน่าจะยังให้คำตอบที่ดีไม่ได้อยู่นะ
 
 
 
ความสุขในวันนี้ของคุณคืออะไร ?
การได้ตื่นมาทุกเช้าแล้วรู้ว่าเรายังหายใจอยู่ ยังมีชีวิตอยู่ที่จะได้เรียนรู้อะไรอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้รู้จัก ไม่ได้สัมผัส
การ ได้รู้จักผู้คนมากมายทั้งที่เคยอยู่ด้วยกัน ยังอยู่ด้วยกัน จะอยู่ด้วยกัน และอีกหลายคนที่จะเข้ามาเติมเต็มชีวิตให้แก่กัน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่วิเศษมากจริงๆ 
และการได้อ่านหนังสือดีดี ฟังเพลงเพราะๆ ดูหนังดูละครที่อยากดู ได้ออกเดินทางไปยังสถานที่แปลกใหม่ และได้ลองทำอะไรหลายอย่างที่อยากทำ
นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปครับ
 
 
 
 

เพราะบนท้องฟ้ามีบทกวี

posted on 27 Dec 2011 10:14 by thelastquestion  in questionblog

ผมอ่านบล็อก [[FunGi]] มานานพอสมควรเหมือนกัน

แรกอ่านรู้สึกว่าน่าสนใจ ทั้งความคิดและคำที่คิด

ในสายตาฉัน

นอกจากจะมีสีเทาบนท้องฟ้า

ฉันยังแอบเห็นบางหยดน้ำตาในก้อนเมฆ

 

บล็อกของ [[FunGi]] มักจะมีการเรียงร้อยถ้อยคำ

ถ้อยคำที่ถูกประดิษฐ์คิดค้นมาเป็นอย่างดี แต่กลับไม่รู้สึกว่านั่นคือการประดิษฐ์

มันเป็นธรรมชาติ

ทั้งคำ ตัวอักษร ความหมายที่สื่อนัยออกมา

ฉันมองฟ้าแล้วก็คิดว่า สิ่งที่คิดว่าไม่ร้ายแรงเป็นสาเหตุให้ป่วยไข้ได้

ไม่เคยมองฟ้าในแง่ร้ายเลยจริงๆ แต่เอาเถอะ ฉันเชื่อว่าอาการเศร้าซึมที่กำลังเป็น เกิดจากฝนตกติดต่อกันแน่ๆ

ฝนแปดแดดสี่ และโรคซึมเศร้าจากการขาดแดดมีผลต่อกันอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่หากฝนช่วงนี้ผ่านไป แล้วฉันยังคงเศร้าซึมอีกล่ะก็ คงจะไปมองหาผู้ต้องหารายอื่น 

ทั้งๆที่รู้แก่ใจ แต่ก็เฉไฉไปโทษฝนโทษฟ้า 

ถ้าพรุ่งนี้แดดจัดและฟ้าเปิดอีกครั้ง อีกสักพักฉันคงไปกล่าวโทษกับ....ความคิดถึง

 

 

แรกเริ่มผมอ่านแค่ผ่านตา

ตอนนี้ผมอ่านเพื่อให้ผ่านไปถึงใจ

ตอนนี้กำลังนั่งมองมือทั้งสองข้างของตัวเอง

ก่อนจะย้อนไปยังคำถามเดิมๆว่าชีวิตที่ดำเนินผ่านมาสักพักนี้ มีอะไรติดตัวมาบ้าง

เท่าที่ความทรงจำที่แปลกประหลาดของตัวเองจะพอหาคำตอบได้

ก็พบว่าตัวเองเป็นคนไม่ใส่ใจเลย ไม่ใส่ใจในอดีต และไม่ใส่ใจในอนาคต

มันดีที่ยังใช้ชีวิตในทุกขณะปัจจุบันได้

แต่ก็เหมือนกันที่พยายามที่จะย้อนไปคิดว่าเมื่อครู่ วินาทีที่ผ่านมาเมื่อครู่ คืออะไร

คล้ายวิญญาณข้างในตัวคอยแต่จะย้อนเวลาไปวินาทีที่ผ่านมาทุกครั้ง

 

ใช่,

ตัวอักษร มีหลายคนที่ใช้มันสื่อความหมายได้ 
 
แต่, มีเพียงไม่กี่คน 
 
ที่ใช้มันสือความรู้สึกได้
 
อาจเพราะกระดาษสร้างหลักฐานที่ยืนยันความรู้สึกที่เคยปรากฎ
 
เลยทำให้กลิ่นกระดาษถูกจดจำในฐานะขณะความรู้สึกกำลังกรุ่น
 
กำลังคิดถึง กำลังรัก และกำลังโรแมนติก....

 

ในคำในถ้อย มีบางอย่างแฝงเร้นอยู่

หากคุณยังไม่สังเกตเห็น

ลองพิจารณาอีกทีสิครับ

 

บางที คุณอาจจะเห็น

ไม่เฉพาะท้องฟ้าหรอก, ที่มีบทกวี 

 

คุณนิยาม "คุณ" และ "บล็อกของคุณ" ว่าอย่างไร ?
หลายครั้งที่ชอบให้คนอื่นมองตัวเองว่าเป็น”เด็กผู้หญิงที่ยิ้มเก่ง”ค่ะ
คิดว่าคำนิยามที่จะพอให้นึกถึงตัวเองได้ น่าจะเป็น”คำ”ที่อ่านแล้วอารมณ์ดี อุ่น นุ่ม คงคล้ายอากาศตอนเช้าที่มีกลิ่นกาแฟ ส่วนบล็อกก็คงคล้ายๆกันค่ะ แต่อาจจะแต้มสีเทาหนักมือไปนิด อารมณ์ของข้อความในบล็อกเลยดูจะเทาหม่น
ข้อความในบล็อกจะคล้ายๆพยากรณ์อากาศค่ะ เรื่องท้องฟ้า อากาศ สี แสง สนามหญ้า ดูจะถูกพูดถึงบ่อยสุด รวมทั้ง“ความ”ทั้งหลาย ถูกยกมาคุยกันบ่อยๆ ความสุข ความเศร้า ความโน้น ความนี้ :)



หนัง/หนังสือ/เพลงโปรดของคุณ ?

ความชอบเกิดขึ้นง่ายค่ะ แต่ความโปรดปรานอาจจะต้องใช้เวลาเข้ามาเกี่ยว
ส่วนใหญ่ฐามักชอบทุกอย่างแรกพบนะคะ เพลง หนัง หนังสือทุกเล่มที่ผ่านตามีแง่งามของมันอยู่ เสมอแหละ ทั้งหมดสร้างความประทับใจในระยะสั้นได้
แต่เรื่องที่ทำให้นึกถึงในขณะที่ใช้ชีวิต ในขณะที่มีความเชื่อมโยงถึง นั้นแหละถึงจะเรียกว่าเรื่องโปรด
ฐาเป็นคนที่ฮัมเพลงลูกกรุงค่ะ เป็นคนที่เลือกหนังสือจากประโยดที่ชอบ และดูหนังจากการดูหนังตัวอย่าง
คุณรู้จักเพลง”ค่ำแล้วในฤดูหนาว”ไหมคะ ลองหาฟังดูนะ หนังสือเรื่องคาฟกา วิฬาร์ นากาตะเป็นหนังสือเล่มยักษ์ที่วางไม่ลง และฉากคุยกันของคู่รักในเรื่อง Wonderful Town ของคุณอาทิตย์ อัสสรัตน์ เชื่อว่าถ้าคุณได้ดูคงจะหลงรักเหมือนกัน 

 
 
เห็นอัพเดทบ่อย ๆ ทั้งคู่ คุณชอบอะไรมากกว่ากัน เฟซบุ๊ค หรือเอ็กซ์ทีน ?
Facebook เหมือนห้องรับแขกค่ะ ส่วน exteen เหมือนห้องนอน
ถามว่าชอบอะไรมากกว่า น่าจะอยู่ที่ว่าตอนนั้นอยากนั่งนิ่งๆ หรืออยากมองเรื่องผู้คนรอบบ้าน เพียงแต่ช่วงนี้แวะไปนอนห้องรับแขกบ่อยไปนิดนึง ^^
 
 

คุณมักจะเล่นกับคำและภาษาบ่อย ๆ แต่กลับเรียนบัญชี แท้จริงแล้วคุณชอบอะไรมากกว่า และอะไรคือความแตกต่างกันระหว่างศาสตร์สองแขนงนี้ครับ ?

ตัวเลขกับภาษาล้วนเป็นสัญลักษณ์ค่ะ อยู่ที่ว่าเราใช้ประโยชน์อะไรจากมัน
ฐาใช้”คำ”มาทำให้อารมณ์ดีคงที่สม่ำเสมอ และคงจะใช้ตัวเลขในการตัดสินใจอะไรหลายๆอย่าง
คุณ”คำ”ดูจะเป็นมิตรมากกว่าค่ะ เลยเล่นกับเค้าได้บ่อยๆ ส่วนคุณ”ตัวเลข”ท่าทางเป็นการเป็นงานมากไป เลยทำได้แค่ปรึกษากับเค้าในเวลาเรียนเวลางาน
ถึงงั้นงี้ก็เถอะ นั้นสิคะ ทำไมถึงมาเรียนบัญชี ฮ่าๆ

 
 
คุณว่าเราโชคดีหรือโชคร้าย ที่เกิดมาเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้ ?
ถ้าคุณมองว่าโชคดี คุณก็จะโชคดีค่ะ :)
 
 

อะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่าง 'คำ' กับ 'ทำ' ?

สำคัญที่ว่า ทำที่อยากคำ เอ๊ย!!!
คำที่อยากทำ เอ๊ย!!!
ทำที่อยากทำ เอ๊ย!!! ถูกแล้ว
สำคัญว่า”คำ”ที่ผุดขึ้นมาในใจ คุณได้”ทำ”อย่างที่คำบอกหรือเปล่า คิดให้เป็นคำ แล้วลงมือทำ สำคัญสุดค่ะ
 
 
 
น้ำท่วมครั้งที่ผ่านมา คุณได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง ?
น้ำท่วมครั้งที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่าไปที่ไหนน้ำก็ท่วมได้
หลังจากหนีน้ำท่วมจากกรุงเทพ ไปภาคใต้ อยู่ที่ใต้ได้ไม่กี่วัน น้ำก็ท่วมภาคใต้ น่านะ เรื่องธรรมดา ^^

 



ในหนังสือ 'กระต่ายที่ไม่ได้ยืนบนดวงจันทร์' คุณเขียนถึงการทำความดีของมนุษย์เรา คุณให้คำจำกัดความ 'ความดี' ว่าอย่างไร เป็นเหมือนตัวละครของคุณตอนท้ายเรื่องหรือเปล่าครับ ?

ความดีเป็นเรื่องของมุมมองและการตัดสินใจค่ะ ความดีของคนในแต่ละสถานที่ แต่ละการเลี้ยงดูมักจะแตกต่างกัน บรรทัดฐานการตัดสินผิดถูกของคนเรา ไม่เท่ากัน
หากจะตัดสินว่าคนนั้นทำดีแล้วจากมุมมองของเราก็ทำได้ค่ะ แต่ก็เช่นเดียวกันที่จะไปตัดสินคนอื่นว่ากระทำความผิดตามบรรทัดฐานของเราก็ทำไม่ได้เช่นกัน
มันเป็นเรื่องของสถิติการลงความเห็นว่าถูกหรือผิด เรื่องของคนหมู่มาก และเรื่องของการเห็นอกเห็นใจ
เรื่องสั้นในหนังสือกระต่ายที่ไม่ได้ยืนบนดวงจันทร์ เกิดจากมุมมองความคิดของความดีที่เกิดจากคนหมู่มากลากไป อาจจะเท่านั้นที่เป็นประเด็น
สำหรับฐาแล้วบรรทัดฐานความดีอยู่ในพื้นฐานของความสุขค่ะ ทำความดีแล้วมีความสุข การทำเรื่องที่มีความสุขเป็นเรื่องที่ดี อาจจะเท่านั้น และแน่นอนค่ะฐาเรียกมันว่า”เรื่องที่ดี” ไม่ใช่ความดี

 
 
ให้เปรียบชีวิตกับอะไรสักอย่าง คุณว่าชีวิตคืออะไร
ชีวิตอาจจะเป็นช่วงของเส้นตรงที่ขีดด้วยดินสอ เรามีชีวิตได้เพียงช่วงเดียวเท่านั้น ไม่มีที่มามาก่อน และเมื่อสิ้นสุดก็ไม่มีทางจะไปต่อ เหลือเพียงการทิ้งร่อยรองให้ระลึกถึง ร่องรอยที่คล้ายจะเกิดจากการลบด้วยยางลบ จางจนคล้ายจะมองไม่เห็น แต่ไม่จางพอที่จะละเลยเมื่อมอง มองแล้วมีแต่คิดถึงและคิดถึง
 
 
 
มีคำถามอะไรที่คุณยังสงสัย และยังคงหาคำตอบไม่ได้ ?
ฮ่าๆ ฐาเป็นเด็กช่างสงสัยค่ะ แต่ไม่ใช่เด็กขยันพอที่จะหาคำตอบให้ตัวเอง สงสัยมากมายจนบางทีก็ลืมไปว่าสงสัยอะไร นั้นแหละค่ะ ตอนนี้สงสัยว่าสงสัยอะไร และนั่งนิ่งไม่หาคำตอบสักที :)

 



ความสุขในวันนี้ของคุณคืออะไร ?

ความสุขวันนี้มาจากเมื่อวานที่ได้ออกไปทานข้าวกับคนที่อยากทานด้วยและเดินเลือกของในซุปเปอร์เพื่อมาทำกับข้าวทานคนเดียว
ความสุขวันนี้เลยหอมกรุ่นกลิ่นข้าวหุงสุกใหม่ และแซมด้วยกลิ่นผ้าที่ซักแล้วแขวนกางแดดจ้า การได้มีเวลาว่างเพื่อมาจัดการเรื่องชีวิตประจำวันให้เดินช้าๆ ดูจะเป็นความสุขของวันนี้ค่ะ คุณล่ะคะ วันนี้มีความสุขดีไหมนะ ^^

 

 
 

บางครั้งคนเราเมื่อพบกับเรื่องแย่ๆของชีวิตแล้วอยากจะเกิดใหม่ แต่จะเกิดใหม่ก็คงต้องตายเสียก่อน ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตายเมื่อไหร่ ตายแล้วจะเกิดใหม่เป็นตัวอะไรก็ไม่ทราบ แล้วคงจะจำไอ้เรื่องแย่ๆของชาติที่แล้วไม่ได้เลย ซึ่งถ้าเกิดมาเป็นคนแบบเดิมอีกก็คงโดนซ้ำอีก

แต่ถ้ามองในมุมกลับ ตอนนี้เราก็รู้ว่าไอ้เรื่องแย่ๆของชีวิตมันคืออะไร รู้แล้วว่าเราเกิดมาเป็นเรา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่อีกนานเท่าไหร่ แล้วทำไมเราไม่พยายามเปลี่ยนแปลงไอ้เรื่องแย่ๆชีวิตแย่ๆนั่นไม่ให้มันซ้ำเราได้อีกซะตอนนี้ จะรอจนตายแล้วเกิดใหม่ชาติหน้าทำไม?

วันนี้ผมอายุ 40 ปี 7 เดือน 8 วัน ไม่ต้องมีพิธีรีตอง ขอเกิดใหม่ในวันนี้ชาตินี้เลยแล้วกัน

บทความแรกในบล็อกของ 40reborn เขียนไว้อย่างนั้น.
 
หลังจากอ่านไปหลายบทหลายตอน. ผมพบว่า.
 
นี่เป็นการเกิดใหม่ที่คุ้มค่า
 
 
 
คนขี้เซาเขย่าแรงๆยังตื่น คนตายเขย่ายังไงก็ไม่ฟื้น คนเขลาตายไปแล้วยังไม่รู้ตัว (จาก "คนตายเขย่ายังไงก็ไม่ฟื้น")
 
บทความหลายตอน กระตุกกระตุ้นเร้าความสนใจได้ตั้งแต่ชื่อเรื่อง
 
มากกว่านั้นอีกหลายเท่าตัว. เมื่อคลิกอ่านเนื้อความภายใน.
 
ด้วยความคิดอ่าน ด้วยประสบการณ์. สะท้อนมุมมองอันลุ่มลึกของผู้เขียน
 
อย่าหยุดหา หาให้พบและลงมือทำโดยเร็ว ไม่ว่าสิ่งนั้นมันทำเงินให้คุณหรือไม่
 
ขอให้ถือซะว่าการลงมือทำสิ่งที่ตัวเองชอบและถนัด แต่ไม่ได้เงินตอบแทน (และอาจจะต้องเสียเงินด้วย)
 
เป็นการทำการกุศลให้กับตนเอง เพราะสิ่งที่ได้รับตอบแทนนั่นคือความสุข
 
แต่ไม่แน่การทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและถนัดด้วย มักจะทำได้ดีกว่างานอื่นๆซึ่งอาจจะนำรายได้อันเป็นกอบเป็นกำมาให้ในภายภาคหน้าก็เป็นได้ (จาก "คุณกำลังค้นหาตัวเองอยู่ใช่ไหม?")
 
 
 
ผมชอบ slogan ที่ว่า "เป้าหมายมีไว้พุ่งชน" ฟังดูมุ่งมั่นดุดัน (สมกับตัวสินค้าดี)
 
แต่บางครั้งการพุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างไม่ลืมหูลืมตาก็อาจจะทำให้พลาดได้
 
เป้าหมายที่สูงๆมักจะไม่เป็นเป้านิ่ง เป้าหมายที่สวยๆมักจะเป็นเป้าลวง
 
ปีนี้ผมเริ่มตั้งเป้าหมายสำคัญๆแล้ว ชีวิตก็คงไม่ง่ายอีกต่อไป
 
ทุกขณะที่เวลายังผ่านไปเรื่อยๆด้วยความเร็วเท่าเดิม ผมจะเข้าใกล้เป้าหมายของผมให้มากขึ้น
 
เพราะเป้าหมายไม่ได้มีไว้ให้มองดูอยู่ห่างๆ "เป้าหมายมีไว้ให้ไปถึง" (จาก "เป้าหมายมีไว้ให้ไปถึง")

 
นี่เป็นอีกบล็อกที่ผมแนะนำ.
 
แต่หากคุณเข้าไปอ่านแล้ว. ยังคงไม่เข้าใจ.
 
ลองฟังคำเขาดูหน่อยไหมครับ ?
 
 
 
คุณนิยาม "คุณ" และ "บล็อกของคุณ" ว่าอย่างไร ?
ตอนวัยรุ่นแม่เรียกผมว่า “คนขวางโลก” ซึ่งมาจากความคิดของผมที่ดูจะเป็นตัวของตัวเองมากไปสักหน่อย
เวลาผ่านไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมเป็นเพียงคนธรรมดาที่มีความอิสระทางความคิด ก็เท่านั้นเอง
บล็อกของผมเป็นตัวสะท้อนความเป็นผมในช่วงเวลานั้นๆ
ซึ่งนับตั้งแต่เปิดบล็อกจนถึงปัจจุบันข้อเขียนของผมจะพยายามจุดประกายผู้อ่านให้เห็นถึงคุณค่าของชีวิต ขณะที่ผมเองก็มองหาคุณค่าให้กับชีวิตของตัวเองเช่นกัน
 

หนัง/หนังสือ/เพลงโปรดของคุณ ?
ความโปรดของผมเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ผมไม่ค่อยยึดติดกับอะไรเพียงอย่างเดียว
ผมมีซีดีเพลงแผ่นแท้เกือบห้าร้อยแผ่น มีทุกแนวเพลง ทั้งเก่าใหม่ ไทยเทศ ซื้อก็เพราะโปรด
แต่ตอนนี้เพลงที่ผมมีอยู่เกินครึ่งผมก็ไม่โปรดมันสักเท่าไหร่หรือไม่ก็เบื่อ ผมมักจะหาเพลงใหม่ๆฟังไปเรื่อยๆ
ถ้าจะถามว่าตอนนี้โปรดอะไรอยู่ก็น่าจะเป็น One/Depapepe, Al-George/Ganesha หรือ หน่วง/Room39 ประมาณนี้
ส่วนหนัง/หนังสือก็เหมือนกัน ผมโปรดมันตามอารมณ์
แต่ถ้าจะเอ่ยชื่อพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มแรกๆที่ผมโปรดก็น่าจะเป็น “ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” ของ Masanobu Fukuoka ผมอ่านมันตอนเรียนมหาวิทยาลัยซึ่งมันก็ค่อนข้างลงตัวพอดีกับผมในช่วงนั้น
ส่วนหนังยิ่งพูดยาก เอาเป็นเรื่องแรกที่โปรดสมัยผมยังเรียนประถมอยู่เป็นเรื่องของเด็กดำที่ปกป้องเด็กขาวที่สุขภาพอ่อนแอทั้งๆที่ตัวเองก็ถูกสังคมรังเกียจ สำหรับผมตอนนั้นมันดราม่าครบทั้งเรื่องเหยียดผิว มิตรภาพ ความเสียสละ ผมดูแล้วร้องไห้นะ หนังชื่ออมยิ้มหรืออะไรนี่แหละ ผมว่าเขาน่าจะนำมาสร้างใหม่ด้วยนะ งานนี้ต้องรบกวนคุณเก้ช่วยแนะนำด้วยครับ
 

ช่วงอายุ 40 มีผลดีผลเสียอย่างไรในความคิดของคุณ, และทุกวันนี้ แรงขับเคลื่อนหรือแรงบันดาลใจในชีวิตคุณมาจากไหน ?
ช่วงอายุไม่ได้ให้ผลดีผลดีผลเสียอะไรชัดเจน เวลาที่เปลี่ยนไปก็แค่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป
แต่ละคนก็ต่างมีพื้นฐานปัจจัยที่แตกต่างกันอยู่แล้ว ซึ่งไม่เกี่ยวกับอายุเลย
ยกตัวอย่างเช่น ผมมีความรู้ด้านการแพทย์น้อยกว่าคุณหมอจบใหม่แน่ๆ
หรือร่างกายวัย 40 ของผมอาจจะดีกว่าคนป่วยวัยยี่สิบก็เป็นได้
ดังนั้นผมคิดว่าไม่ว่าเราอยู่ในช่วงอายุใดก็ตามเราควรจะใช้สิ่งที่เรามีอยู่ในตอนนั้นให้ดีที่สุดเหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุด ทุกวันนี้แรงขับเคลื่อนของผมมาจากความสุขส่วนแรงบันดาลใจก็มาจากความดี ความสุขทำให้ผมมีพลังที่จะเดินต่อไปและความดีทำให้ผมรู้ว่าจะเลือกเดินทางใด
 

โลกยุคนี้เปลี่ยนไปไวมาก, คุณเห็นว่าในปัจจุบัน มีอะไรที่เป็นเรื่องเข้าท่าหรือถูกต้องบ้างไหม, และอะไรที่คุณคิดว่ามันผิดพลาดและไม่เหมาะควร ?
โลกยุคนี้เปลี่ยนไปไวมาก เพราะผู้คนได้รับข้อมูลข่าวสารได้เร็วขึ้น
สิ่งที่เข้าท่าก็คือเราสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้จากทุกที่ เพราะการติดต่อสื่อสารและสื่อต่างๆมีประสิทธิภาพสูงมาก เมื่อการสื่อสารสามารถเข้าถึงผู้คนทุกคน สื่อส่วนใหญ่เลยถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอิทธิพลครอบงำซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะควร
ปัจจุบันการผลิตสื่อให้มีชัยเหนือคู่แข่งโดยการเข้าครอบงำผู้คนได้อย่างแยบยลกลับกลายเป็นเรื่องที่ถูกยกย่อง ความคุ้นเคยในการรับสื่อแบบครอบงำที่ถูกปรุงแต่งมาอย่างดีทำให้ผู้คนในยุคนี้ขาดการวินิจฉัย หมดความสามารถในการแยกแยะข้อเท็จจริง และเชื่อตามในสิ่งที่นำเสนอให้ในที่สุด
ผมยังอยากให้ผู้คนเข้าใจความหมายที่ถูกต้องของวิจารณญาณ ไม่ใช่เหลือเพียง “เชื่อ” หรือ “ไม่เชื่อ”
 

คุณพูดเรื่องเป้าหมายและความตั้งใจในชีวิตอยู่บ่อยครั้ง, สองอย่างนี้ คุณคิดว่าอะไรสำคัญกว่ากัน – เป้าหมาย หรือ ความตั้งใจ ?
ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่ากัน ถ้าขาดอย่างใดไป อีกอย่างหนึ่งก็จะหมดความหมายทันที มันเหมือนกับแม่กุญแจกับลูกกุญแจ ถ้าขาดสิ่งไหนไปคุณก็คงจะทิ้งอีกสิ่งนึง แต่ถ้ามีครบมันถึงจะใช้งานได้
 

ช่วงหลัง, บล็อกคุณมีเนื้อหาเอนเอียงไปทาง “เรื่องแต่ง” มากกว่าเรื่องจริง, มันเป็นเพียงอารมณ์อยากเขียนเพียงชั่วครู่ หรือว่าคุณค้นพบแล้วว่าตนเองถนัดกับการเขียนลักษณะนี้ ?
มันเป็นอารมณ์อยากเขียนเพียงชั่วครู่ที่ผมค้นพบว่าตนเองถนัดกับการเขียนลักษณะนี้ :D
มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ อีกอย่างนึงคือผมคิดว่าเรื่องสั้นๆแต่งให้มันสนุกๆมันย่อยง่าย ผมสามารถสื่อสารกับคนอ่านได้แบบไม่น่าเบื่อ แต่พอถึงจุดนึงผมคงจะเปลี่ยนไปสร้างเนื้อหาแบบอื่นดูบ้าง
 

การ ‘ลาออกจากการเป็นมนุษย์เงินเดือน’ คงถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งในชีวิตของคุณ, คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างหลังจากการลาออกครั้งนั้น ได้ ‘ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า’ ตามที่คุณตั้งใจไว้หรือเปล่า ?
ผมเคยลาออกมาหลายครั้งแต่ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้าย เพราะผมรู้สึกสบายใจที่ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใครแม้ว่าตอนนี้ผมทำเงินได้น้อยกว่าเมื่อก่อนก็ตาม นั่นทำให้ผมเรียนรู้ที่จะใช้เงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น และต้องหาให้มากขึ้นด้วย
ผมต้องยอมรับว่าผมไม่ได้ใช้เวลาอย่างมีคุณค่าตามที่ผมตั้งใจไว้ ซึ่งในตอนนั้นผมมองในแง่ของการทำกิจกรรมเพื่อสังคมและทำในสิ่งที่ผมอยากจะทำอีกหลายอย่าง แต่ช่วงสามเดือนที่ผมลาออกมาผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงานและครอบครัว นั่นก็กินเวลาทั้งหมดของผมไปแล้วซึ่งก็ถือว่ามีคุณค่ามากสำหรับผมเช่นกัน
 

คุณว่าตนเองตอนอายุสัก 60 จะเป็นอย่างไร, จะ ‘เกิดใหม่’ อีกไหม ?
ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยคิดถึงเรื่องในอนาคต ตอนนี้ผมพยายามจินตนาการแต่มันก็ไกลเกินไปที่จะเห็นภาพ ผมหวังว่าเวลานั้นผมคงแข็งแรงและมีความสุขดี
 

มีคำถามอะไรที่คุณยังสงสัย และยังคงหาคำตอบไม่ได้ ?
ผมดูเหมือนเป็นคนช่างคิดช่างสงสัย แต่ผมมักใช้ความคิดตอนทำงานหรือพูดคุยถกประเด็นเสียมากกว่า เมื่อจบแล้วก็จบไปไม่ค่อยมีอะไรค้างคา ที่พูดมายืดยาวก็แค่อยากจะบอกว่าตามธรรมดาผมไม่ค่อยจะสงสัยอะไรมากมาย
 

ความสุขในวันนี้ของคุณคืออะไร ?
ประโยคหนึ่งในเพลง “ทะเลใจ” ของคาราบาวร้องว่า “ฉันเรียนรู้เพื่ออยู่เพียงตัวและจิตใจ เป็นมิตรแท้ที่ดีต่อกัน” คงจะแค่นั้นครับ
 

อ่านระหว่างบรรทัด

posted on 20 Aug 2011 22:24 by thelastquestion  in questionblog
 
 
 
กลางดึกคืนหนึ่งของปีที่แล้ว.
 
สายตาผมกวาดไปตามหน้าจอของเว็บไซต์ exteen.com
 
ในฐานะของคนที่เริ่มหัดเขียน. ผมพยายามเรียนรู้และทำความเข้าใจ.
 
จนไปเจอกับบทความหนึ่ง.
 
 
 
เพียงคลิกเข้าไปดู. สายตาผมก็จดจ้องอยู่กับตัวอักษรเบื้องหน้า.
 
อย่างถอนตัวไม่ขึ้น. บทความแล้วบทความเล่าซึมซับเข้าสู่การรับรู้.
 
เขาเรียกตนเองว่า "บรรทัดที่สิบเอ็ด"
 
 
 
นอกจากความตั้งใจในการเขียนที่มีพลังจนสัมผัสได้แล้ว. ดูเหมือนว่าฝีมือลีลาการใช้ภาษาของเขายังเพลิดเพลินสนานสนุก. จนอยากลุกไปหาหนังสือเล่มที่เขาเขียนถึงมาอ่าน
 
เจ้าชายน้อย เป็นหนังสือเล่มเล็กๆที่ต้องค่อยๆอ่าน

ถ้าคุณเร่งรีบคุณก็อาจจะข้ามความสุนทรีย์ เล็กๆน้อยๆ

ที่ไม่ใช่เพียงเนื้อหา ภาษา แต่รวมไปถึงรูปภาพต่างๆ ที่มีรูปสวยๆน่ารักๆมากมาย (ถูกนำมาทำเป็นสินค้าต่างๆเพื่อเก็บเป็น collection)
 
ลองอ่านดูครับ เพียงเจอรูปและเนื้อหาในหน้า 2-3

ก็จะแอบหลงรักแล้วหละครับ

แล้วจะเข้าใจว่าผมจะสะสมภาษาต่างๆไปทำไมทั้งๆที่อ่านไม่ออก
 
จาก "The Little Prince - เจ้าชายน้อย"
 
 
 
นี่เป็นหนังสืออีกเล่ม ที่คนไทยทุกคนควรอ่าน

และควรอ่านตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับ เพราะถ้าคุณรออ่านพรุ่งนี้

มันอาจจะช้าเกินไป
 
จาก "บทเรียนที่เราเรียนรู้ได้จากเพื่อนบ้าน 4 ปีนรกในเขมร"
 

 

ปกติแล้ว. ผมตั้งใจว่าจะถามคนที่ผมสนใจ. สัก 10 ข้อ
 
แต่ไหน ๆ เขาก็เรียกตัวเองว่าบรรทัดที่สิบเอ็ด แล้ว.
 
ขอเพิ่มอีกสักข้อจะเป็นไรไป.
 
ครั้งหนึ่ง. ชายคนนี้ก็เคยบอกไว้
 
ขนาดความใหญ่ ของสิ่งที่คุณทำ มันไม่สำคัญหรอกครับ
 
ลองอ่านความคิดเขาดูสิครับ.
 
 
 
 
คุณนิยาม "คุณ" และ "บล็อกของคุณ" ว่าอย่างไร ?
ผม คือ ลูกกรรมกรชาวจีนและแม่ค้าร้านของชำ ที่ต้องการประสบความสำเร็จ และ เป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆ ได้ว่า "ไม่ว่าเกิดมาอย่างไร คุณจะเป็นอะไรก็ได้ อยู่ที่คุณเลือก"
“The Eleventh Line หรือ บรรทัดที่สิบเอ็ด” คือ ที่ๆเอาหนังสือน่าอ่านพร้อมประสบการณ์ในการอ่าน ณ ตอนนั้นๆ มาเล่าให้ฟัง ด้วยความหวังว่า จะช่วยทำให้คนไทยอ่านหนังสือมากขึ้น ขณะเดียวกันก็บอกให้ทุกคนรู้ว่า ผมเล่าให้ฟังได้ แต่บังคับใครอ่านไม่ได้
 
หนัง/หนังสือ/เพลงโปรดของคุณ ?
มันเยอะมากจริงๆ เพราะ ผมชอบดูหนัง ชอบดูคอนเสิร์ต ส่วนหนังสือก็เยอะตามที่เห็นในบล็อกและไม่ได้มีจุดยืนว่าชอบแนวไหน แนวไหนที่มีความสุข ชอบหมด
ขอยกคร่าวๆ 2-3 รายการ แต่ขอให้รู้ว่า ไม่ใช่แปลว่าอันนี้ คือ สุดยอดที่สุด เพราะผมหลายใจเหลือเกินครับ
หนังสือ ถ้าชื่อ มูราคามิ / ประภาส ชลศรานนท์ / ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา / ทรงศีล ทิวสมบุญ โผล่มาก็ยากที่จะหลุดรอดมือผม
หนัง เอาตัวอย่างบางเรื่อง ที่ดูมากกว่า 1 ครั้งละกันครับ The God Father, Seven, Shawshank, Dead Poet Society และ ดูทั้งหมดของ Christopher Nolan
เพลงไทยผมฟังเฉลียงได้ไม่เบื่อ อยู่ในใจตลอดกาล แต่ถ้ายุคปัจจุบัน ผมชอบฟังพวกวงอินดี้ ผมไป FAT Fest ทุกปี Big Mountain ทุกครั้ง มันไม่ได้เพราะทุกเพลงหรอกครับ แต่มันไม่เบื่อ มันยังมีอะไรใหม่ๆ เพลงของพี่ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายบางทีฟังครั้งแรกเดาเนื้อบางตอนออกเลย (อันนี้ไม่ได้พูดเกินเหตุ) เพลงหรั่ง ผมก็ฟัง Queen ได้ซ้ำๆๆๆๆๆ ใหม่หน่อยก็ Cold Play, Fat Boy Slim อะไรแบบนี้ ไม่มีแนว อันไหนสุขก็แนวนั้น
 
เห็นแนะนำหนังสือที่ชอบไปเยอะ มีหนังสือเล่มไหนไหมครับที่ไม่ชอบ ?
ผมมีหนังสือขยะเต็มตู้เลย ทิ้งไม่ลง และไม่เอามาเล่าให้ฟัง โกรธด้วยที่คนทำหนังสือขยะออกมา เพราะบังเอิญถ้ามีคนที่กำลังจะเริ่มอ่านหนังสือมาหยิบเล่มพวกนี้เข้า มันทำลายโลกบางคนได้เลยทีเดียว หนังสือประเภทที่เกลียดมากๆ คือ พวกทำนายหายนะโลก โดยเฉพาะเมื่อคนเขียนเป็นคนที่มีตำแหน่งแห่งหนในสังคม ผมว่าพวกนี้หน้าด้าน 
 
ในชีวิตนี้ ถ้าให้เลือกอ่านหนังสือได้เพียงเล่มเดียว เลือกเล่มไหนครับ ?
ถ้าบังคับให้อ่านเล่มเดียวผมจะไม่อ่าน

คุณผ่านงานมาหลายด้านมาก ทั้ง engineering, sales engineer, trader, assistance sales manager, key account manager, assistance sales, marketing manager, ประสบการณ์ที่ผ่านมาให้บทเรียนอะไรแก่คุณบ้าง ?
ผมยอมเสียเวลาเดินหางานที่มีความสุข เพราะเมื่อเจองานที่สนุก คุณจะอยู่กับมันแบบมีความสุข คุณจะรู้สึกมันส์ทุกครั้งที่งานออกมา เพราะเมื่อคุณมีความสุขคุณจะทำออกมาได้ดี และผลตอบแทนมันจะมาเอง
บางคนอาจจะเลือกเงินเป็นจุดหลักและได้เงินเดือนตอนเริ่มมากกว่าผม แต่เมื่อมันไม่ใช่ คุณจะเนือย ผมใช้เวลาอยู่หลายปีกินเงินเดือน sideway ตอนนี้สิ่งที่ผมได้รับ นับกันในรุ่นแล้ว ผมหัวแถวแน่ๆ
ดังนั้นผมจะบอกว่า เงินสำคัญแต่ไม่ที่สุด เมื่อคุณเจองานที่สุข มันจะตอบแทนคุณเอง
"แต่อย่าใช้ความไม่สู้งาน แล้วบอกว่างานนี้ไม่ใช่" 

มาร์ค ทเวน กล่าวไว้ว่า "The man who doesn't read good books has no advantage over the man who can't read them." (คนที่ไม่อ่านหนังสือดีมิได้มีโอกาสเหนือคนที่อ่านหนังสือไม่ออก) คุณคิดอย่างไรกับคำพูดดังกล่าว ?
ผมมีวันนี้แพราะหนังสือและฟุตบอล 

คนไทยเราอ่านหนังสือเฉลี่ยต่อวันกันน้อยมาก คุณคิดว่าเราควรแก้ปัญหาอย่างไร และแก้ที่ใครดีครับ ?
แก้ตรงคนทำหนังสือนั่นแหละครับ หนังสือดีพอ ใครจะไม่อ่าน แก้ตรงที่คนสอนนั่นแหละครับ หลักสูตรดีพอ สอนดีพอ ใครจะไม่เรียน เพราะถ้า 2 ข้อบนดีพอ ใครไม่อ่าน จะไปสนทำไมหละครับ 

คุณใส่ใจกับการตอบคอมเมนท์มาก อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณต้องตอบคอมเมนท์อยู่เสมอเลยครับ ?
ผมอยากให้คนอ่านหนังสือมากขึ้น ดังนั้นผมพยายามตอบเพื่อเล่าเรื่องหนังสือให้ emotional มากขึ้น แต่ยอมรับว่า ในที่สุดมันก็ไม่ไหวที่จะตอบทุก comment ดังนั้นจึงเลือกตอบ comment ที่มีคำถาม หรือ มีความรู้สึกว่า อีกจิ๊ดนึง เขาจะไปอ่านแล้ว ผมก็ขอเขี่ยอีกนิด 

มีคำถามอะไรที่คุณยังสงสัย และยังคงหาคำตอบไม่ได้ ?
ผมตอบแทนคุณพ่อ คุณแม่มากพอหรือยัง จะทำอย่างไร ให้ท่านมีความสุข มีความภูมิใจในตัวลูกได้มากกว่านี้อีก (ที่ยังหาคำตอบไม่ได้เพราะถ้าเราถามท่าน ยังไงท่านก็จะตอบว่ามีความสุขแล้ว)

ความสุขในวันนี้ของคุณคืออะไร ?
ทุกครั้งที่มีคนบอกว่า พี่คือ idol ของหนู …. แม่งสุดยอด เพราะทุกคนที่พูดอย่างนั้น เค้ามองมาที่ผมแล้วรู้สึกว่า "เฮ้ย เราทำได้ใช่มั้ยถ้าเราเชื่อและพยายามมากพอ"
 
สุดท้าย เปิดบล็อกมาเกือบสองปีแล้ว คุณได้เรียนรู้อะไร จากการเป็น "บรรทัดที่สิบเอ็ด" บ้างครับ ?
บางคนแวะมาเพราะอยากให้เราแวะไป เมื่อก่อนผมพยายามแวะไปเพราะอยากให้เขาแวะมา มันไม่มีประโยชน์ เพราะ คุณก็ไม่ได้อ่านอะไรติดไป ผมเขียน blog ชวนคนมาอ่านหนังสือ ไม่ได้เขียน blog เพื่อเป็น Super Star