บรรณาธิการที่ดีคือ ?
posted on 19 May 2012 08:34 by thelastquestion in questionblog directory Lifestyle, Knowledge, Ideaถ้าให้พูดถึงตัวเอง คงต้องเอาสิ่งที่คิดว่าตัวเองเป็น ผสมผสานกับสิ่งที่คนอื่นๆ มองว่าเราเป็น ก็จะออกมาเป็นนิกกี้ คนสองบุคลิกค่ะ
ภาคหนึ่งเป็นคนใจดี อ่อนโยน ตลก ติงต๊อง ขี้สงสาร ร้องไห้ง่าย เอ็นดูเด็ก รักเพื่อน สงสารคนแก่ อีกภาคเป็นผู้หญิงเยอะ ฟุ้งซ่าน ขี้วีน ไร้อารมณ์ขัน โลกส่วนตัวสูง ปากจัด มองโลกในแง่ร้ายค่ะ แล้วทั้งสองบุคลิกก็จะประกอบอยู่ในร่างของผู้หญิงหัวฟู หน้าหมวยสไตล์ซิ่มฮ่องกง แล้วก็แต่งตัวประหลาดในบางวัน
เจ้าของบล๊อกแปลกประหลาดหลายบุคลิกขนาดนี้ บล๊อกก็ต้องแตกแขนงเป็นหลายหัวข้อเช่นกัน ทั้งพูดถึงหนังสือ ภาพยนตร์ ท่องเที่ยว และบ่นๆๆๆๆๆ ในไดอารี่ค่ะ ก่อนหน้านั้นนิกกี้เริ่มต้นเขียนบล๊อกครั้งแรกลงใน MySpace ของ MSN เป็นเรื่อง The Gang เพื่อนสนิทสิบกว่าคนในกลุ่มกับหัวข้อต่างๆ เช่น เปรียบเป็นสัตว์เลี้ยง เปรียบเป็นแม่น้ำ เปรียบเป็นอาหาร ฯลฯ เป็นที่สนุกสนานเฮฮาแกมก่นด่าของเพื่อนๆ ค่ะ แล้วพักหลัง MSN MySpace มันเข้ายาก เขียนยาก อัพแล้วอ่านไม่ได้ ก็เลยเลิกเขียนไปเลย
จากนั้นเพื่อนสนิท (nat-chi.exteen.com) ชวนมาเขียน exteen ค่ะ ก็เลยย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่ เรียกสั้นๆ ว่า nicky-okawa.exteen.com เป็นบล๊อกตามติดชีวิตบอกอหญิงบ๊องๆ คนหนึ่งละกัน
หนัง/หนังสือ/เพลงโปรดของคุณ
เป็นคำถามที่ตอบยากที่สุด เพราะมันเยอะมากจนเลือกไม่ถูก เลยเลือกเอาเฉพาะที่ฟัง ดู อ่าน ซ้ำหลายรอบก็ไม่เบื่อละกันเนอะ
หนัง
1. The Lord of The Ring ดูหนังภาคแรกในโรงจบ ฮึกเหิมมาก วิ่งไปร้านหนังสือซื้อมาอ่านทันที และพบว่า หนังสือมันหนามาก หนักมาก อ่านยากมาก แอบง่วงมากด้วย (555) แต่ก็อ่านไปเรื่อยๆ และยังซื้อเล่ม 2 เล่ม 3 อ่านต่อจนจบ ส่วนตัวหนังไม่ต้องพูดถึงค่ะ ล้ำเลิศประเสริฐศรีมณีเด้งสุดๆ ตอนได้ออสการ์ดีใจเหมือนเป็นผู้อำนวยการสร้างซะเอง
2. Million Dollar Baby เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้รู้จักปู่คลินท์ อีสต์วู้ด อย่างเป็นทางการ หลังจากรู้แค่ว่าปู่คลินท์ทำหนังดีมาหลายเรื่อง เป็นหนังที่ชอบแนะนำให้คนอื่นดู จะได้มาร้องไห้เสียน้ำตาเป็นปี๊บๆ ด้วยกัน
3. Millennium Trilogy (The Girl with the Dragon Tattoo) นิกกี้ชอบต้นฉบับสวีเดนมากกว่าฉบับรีเมคโดยเดวิด ฟินเชอร์นะคะ ไปซื้อดีวีดีดูจบทั้งสามภาคมานานแล้ว หนังสนุกมาก ชอบคาแรกเตอร์นางเอกสุดๆ เป็นตัวละครหญิงที่โดดเด่นที่สุดในโลกของภาพยนตร์คนหนึ่งเลยค่ะ
4. The Dark Knight ดูในโรงสองหรือสามรอบนี่แหละค่ะ แล้วก็ตกหลุมรักคริสโตเฟอร์ โนแลน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตามดูหนังของผู้กำกับคนนี้ทุกเรื่อง
5. สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก หนังไทยเรื่องแรกที่ดูหลายรอบแล้วร้องไห้ทุกรอบ ดูแล้วนึกถึงตัวเองตอนเด็กๆ เขียนเอนทรี่ให้เรื่องนี้ด้วยนะ (แอบโฆษณาเบาๆ)
หนังสือ
1. ครอบครัวน่ารัก (All of a Kind Family – Sydney Taylor) เป็นหนังสือเก่ามากๆ แล้วค่ะ ของสำนักพิมพ์ดอกหญ้า เรื่องราวของครอบครัวชาวยิวที่มีลูกสาวน่ารักๆ 5 คน เขียนและแปลออกมาได้น่ารักสมชื่อ ทำให้เราเห็นว่า จะเด็กยิว เด็กฝรั่ง เด็กแอฟริกัน เด็กเอเชีย พวกเขาล้วนน่ารัก สดใส ไร้เดียงสา อ่านเป็นสิบๆ รอบ จนกลัวว่าหนังสือจะพัง คงต้องถ่ายเอกสารหรือสแกนเก็บไว้
2. หนังสือชุดเสี่ยวนักสืบ (วินทร์ เลียววาริณ) อ่านนวนิยายสืบสวนของทั้งโลกมาแล้ว ของไทยก็เขียนดีไม่แพ้กัน เชียร์ให้ได้ทำเป็นหนังค่ะ คาแรกเตอร์นักสืบเรื่องนี้ก็เปรี้ยวแซ่บไม่แพ้นักสืบคนอื่นเลย และหวังว่าสักวัน “พุ่มรัก พานสิงห์” จะโด่งดังจนได้อยู่ปกหลังพับในของการ์ตูนโคนันค่ะ
3. พันธุ์หมาบ้า (ชาติ กอบจิตติ) ชอบมากจนพยายามให้อาจารย์นำหนังสือเล่มนี้ไปเป็นหนังสือเรียนวิชาวรรณกรรมปัจจุบันสมัยมหาวิทยาลัย ซึ่งก็สมใจอยาก แต่โดนเพื่อนบ่นนะว่า สนุกอยู่หรอกแก แต่ยาวเกิ๊น
4. แฮร์รี่ พอตเตอร์ คงไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ นอกจากว่า ดีใจที่เกิดทันปรากฏการณ์แฮร์รี่ พอตเตอร์ค่ะ
5. ขอเป็นการ์ตูนบ้างละกัน มีสองเรื่อง หนึ่งคือ Harlem Beat เป็นการ์ตูนเกี่ยวกับบาสเกตบอลที่ชอบมากกว่า Slam Dunk นิดหน่อย อ่านแล้วจะได้กำลังใจ สนุกสนาน ตื่นเต้น และมองโลกในแง่ดีค่ะ ตรงกันข้ามกับ Monster การ์ตูนโดยนาโอกิ อุราซาว่า ผู้เขียน 20th Century Boy ที่ทั้งมืดหม่นหดหู่และน่ากลัว แต่บอกได้เลยว่า เป็นการ์ตูนที่ควรอ่านค่ะ
เพลง
1. Lost Angel (เพลงประกอบละครเวทีเรื่อง Lost Angel’s List คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2546) ได้ยินครั้งแรกและครั้งเดียวตอนเข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่ง (แต่คนละที่นะคะ) ผ่านทางคลื่นอ้วนแฟตเรดิโอ ลงทุนโทรไปที่คลื่นเพื่อขอเพลงนี้หลายครั้ง ไฟล์เพลงที่คลื่นมีมันจ๊ง ก็เลยไม่ได้ฟัง จากนั้นถ้านึกขึ้นได้ก็พยายามตามหาอยู่หกเจ็ดปีนี่แหละค่ะ จนไปเจอมีคนลงในเว็บ (จำไม่ได้ ขออภัย) เลยไปขอเค้ามา
2. ราตรีสวัสดิ์ (ฟักกลิ้ง ฮีโร่ feat. ธีร์ ไชยเดช) เป็นเพลงที่ฟังครั้งแรกแล้วร้องไห้โฮๆ แบบไม่ได้อายคนในออฟฟิศเลย จากนั้นนิกกี้ก็จะมีธรรมเนียมเขียนการ์ดปีใหม่ส่งให้ทหารภาคใต้ตามค่ายต่างๆ มาสองปีแล้วค่ะ
3. Flightless Bird, American Mouth (Iron & Wine) เป็นเพลงประกอบหนังวัยรุ่นสุดฮิต Twilight Saga รู้สึกเฉยๆ ทั้งหนังและหนังสือ แต่ชอบเพลงนี้มากๆ แล้วถ้าใครชอบเพลงนี้เหมือนกัน ช่วยมาอธิบายความหมายของเพลงที
4. พูดตรงๆ (บี พีระพัฒน์ เถรว่อง) มีความหลังฝังใจกับเพลงนี้ค่ะ วันหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนนิกกี้กำลังจะขึ้นบีทีเอสไปทำงาน ฝั่งตรงข้ามบีทีเอสมาจอดพอดี แล้วผู้ชายที่เคยแอบชอบมาตลอดหลายปีมาลงสถานีนี้ค่ะ เค้ามองเราจากฝั่งตรงข้าม เราก็มองเค้าจากอีกฝั่งจนบีทีเอสฝั่งตัวเองมาถึง เลยต้องเข้าไปในขบวนรถ แล้วในรถดันเปิดเอ็มวีเพลงนี้ ฟังแล้วน้ำตาไหลพรากเลย พอเข้าออฟฟิศก็เล่าให้หัวหน้าฟัง ตอนเย็นเลิกงาน หัวหน้ากับพี่อีกคนขับรถพาเรามาส่องหาหนุ่มคนนี้ค่ะ แต่ไม่เจอ ลงท้ายด้วยการกินผัดไทยกับข้าวเหนียวมะม่วงด้วยกัน จากที่น่าจะเป็นความทรงจำเศร้าๆ กลายเป็นเรื่องขำๆ ที่คิดทีไรก็มีความสุขค่ะ
5. Sleep All Days (Jason Mraz) เนื่องในโอกาสที่เจสัน มราซ จะมาทัวร์คอนเสิร์ตเมืองไทย เลยเลือกเพลงของเค้าที่เราชอบที่สุดมาค่ะ ฟังมาเป็นร้อยรอบแล้วก็ไม่เบื่อเลย แต่ไม่เคยร้องตามทันสักที
ชีวิตวัยเรียนคุณแรงเอาเรื่องเหมือนกันนะ มีโดนแกล้ง มีแอบเปลี่ยนโรงเรียนไม่ให้พ่อรู้ โกหกว่าเอนท์ไม่ติดเพื่อให้ได้ไปเรียนอีกที่ พ่อแม่มีปัญหากับคุณบ้างไหม แล้วคุณรับมือเรื่องนี้อย่างไร
ตอนสมัยอยู่โรงเรียนประจำแล้วโดนแกล้งไม่เคยบอกป๊ากับม้า (พ่อแม่) เลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ทุกเดือนจะได้กลับบ้านหนึ่งหรือสองครั้งก็ไม่เคยปริปากบอก อาจจะเพราะเราไม่อยากให้เค้าไม่สบายใจ เห็นเค้าสองคนทำงานหนักส่งเราอยู่โรงเรียนที่ค่าเทอมโคตรแพงแล้วบอกไม่ลง
จากนั้นพอมาก่อวีรกรรมครั้งใหญ่ๆ สองครั้งในชีวิต คือเปลี่ยนโรงเรียนเปลี่ยนไปเรียนแผนศิลป์ฝรั่งเศสตอนมัธยมปลาย กับโกหกว่าเอนท์ไม่ติดมหาวิทยาลัยใกล้บ้านเพราะอยากไปเรียนอีกที่ ทั้งสองครั้งม้าไม่ว่าอะไรค่ะ แต่คิดว่าป๊าโกรธนะคะ ผสมกับน้อยใจด้วย เพราะป๊าฝันอยากให้ลูกจบเภสัช ออกมาเปิดร้านขายยา จะได้ไม่ลำบากเหมือนป๊ากับม้าที่ขายวัสดุก่อสร้างแล้วงานมันหนัก หรืออย่างน้อยก็เรียนมหาวิทยาลัยใกล้บ้านก็ยังดี เพราะพวกเค้าคิดถึงจะได้มาเยี่ยมบ่อยๆ
แต่เชื่อไหมว่า ป๊าไม่เคยดุด่าว่ากล่าวทั้งสองวีรกรรมนี้แม้แต่คำเดียว เพราะม้าบอกตลอดว่า ป๊ารักลูกมาก มากจนเกินกว่าจะบังคับลูกให้ทำตามใจตัวเองได้
ทุกวันนี้ที่นิกกี้พยายามเรื่องงานตามความฝันของตัวเองแบบสุดๆ เพราะอยากพิสูจน์ให้ป๊ารู้ว่า ที่หนูตัดสินใจประหลาดๆ สองครั้งนั้นแล้วป๊าไม่ว่าอะไร ทำให้หนูมีทุกวันนี้ค่ะ ป๊าก็ภูมิใจที่ได้อวดหนังสือให้คนอื่นดูแล้วบอกว่า ลูกสาวทำงานนิตยสารนี้นะ หนังสือเล่มนี้ลูกสาวเป็นบรรณาธิการนะ เราก็ดีใจที่สุดแล้วค่ะ
เพราะฉะนั้น คำตอบของคำถามนี้ก็คือ พ่อแม่ไม่เคยมีปัญหากับเราเลย มีแต่เรานี่แหละค่ะที่ก่อปัญหาให้พ่อแม่ จนอาจจะต้องเปลี่ยนคำถามว่า “พ่อแม่มีวิธีจัดการรับมือกับลูกสาวคนนี้ยังไง” มากกว่าค่ะ 55555
ตอนวัยรุ่น เสียดายกับเรื่องอะไรมากที่สุด
ถ้าให้พูดถึงช่วงมัธยมต้นก็คงเสียดายเยอะไปหมด เสียดายน้ำตาที่ร้องไห้ให้คนที่รังแกเรา เสียดายเพื่อนๆ ที่ถูกบังคับให้เลิกคบ เสียดายว่าทำไมตัวเองไม่ลุกขึ้นมาสู้ตั้งนานแล้ว ฯลฯ แต่เอาเข้าจริงๆ นิกกี้ไม่เสียดายอะไรเลย เพราะพอขึ้นมัธยมปลาย เราได้ใช้ชีวิตคุ้มมากๆ มีวีรกรรมวีรเวรเยอะแยะไปหมด มีเพื่อนที่ดีที่รักเรา ยิ่งช่วงมหาวิทยาลัยนะ (อันนี้ก็ยังวัยรุ่นอยู่เนอะ) เป็นสี่ปีที่ดีที่สุดในชีวิตจริงๆ เพราะได้เรียนสิ่งที่ตัวเองชอบและได้เพื่อนที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้
คิดทบทวนไปมาสามตลบแล้วก็ขอตอบว่า ไม่เสียดายอะไรเลย และถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็จะยืนมองตัวเองในอดีตเฉยๆ และปล่อยให้ทุกอย่างผ่านพ้นมาจนเป็นนิกกี้ในวันนี้ค่ะ
บทเรียนสำคัญที่คุณได้จากชีวิตการทำงา นคือ
การได้รู้ว่าตัวเองชอบงานอะไรและได้ทำงานที่ตัวเองรักเป็นลาภอันประเสริฐค่ะ
ถ้าเราชอบงาน เราจะทำด้วยความสุข ความสนุก และไม่สนใจว่าเงินเดือนจะน้อยกว่าอาชีพอื่นๆ ในขณะที่เพื่อนหลายคนพูดบ่อยๆ ว่า ยังหาตัวเองไม่เจอเลยว่าอยากทำอะไร หรือบางคนรู้ว่าตัวเองอยากทำงานด้านไหนแต่ทำไม่ได้เพราะเงินเดือนมันน้อยแต่มีภาระเยอะ รู้สึกว่านิกกี้โชคดีที่รู้ว่าตัวเองชอบอ่านหนังสือ อยากทำหนังสือ ได้ทำงานหนังสือ และมีความสุขกับมันค่ะ
รู้สึกอย่างไรตอนที่ออกจากงาน
รู้สึกสองอย่าง โล่งอกกับใจหาย
โล่งอกเพราะเราได้พักผ่อน ทบทวนทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตที่ประดังประเดมาตลอดสี่ปีหลังเรียนจบ เพราะพอเรียนจบปุ๊บสองเดือนได้งานแล้วก็ทำๆๆเลย พอลาออกจากงานแรกก็ทำงานที่สองต่อทันที จากนั้นก็ทำงานหนักกว่าเดิมมาติดกันตลอดสามปี พอออกมา ความเหนื่อยสะสมมันก็ค่อยๆ หายไป แต่ที่ใจหายก็คือ เฮ้ย เราออกจากงานที่เราชอบมากๆ แล้วนะ ไม่อยากหางานประจำใหม่แต่ก็อยากรับจ๊อบ งานฟรีแลนซ์จะเข้ามามั้ย เงินฟรีแลนซ์จะเข้ามาตรงเวลาหรือเปล่า แล้วเราจะทำอะไรต่อไปดี ฟุ้งซ่านไปตามประสา
พอความรู้สึกโล่งอกกับใจหายผ่านไปได้หนึ่งเดือน ก็อยู่ในโหมดเรื่อยเปื่อย นอนกลางวัน ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน กลับบ้านไปหาพ่อแม่ พอหมดเดือนที่สอง ก็ได้ประจักษ์กับตัวเองแล้วว่า เราไม่เหมาะกับชีวิตฟรีแลนซ์หรอก เพราะเป็นคนไม่มีระเบียบวินัย ชินกับการมีกฎระเบียบแล้วทำตามบ้างไม่ทำตามบ้างยังดีกว่าการเป็นนายของตัวเองที่ไม่ได้เรื่อง ก็เลยกลับมาทำงานอีกรอบค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุดที่ได้เรียนรู้ก็คือ การโหมทำงานหนักเกินไปจนลืมพักผ่อน ลืมนึกถึงตัวเอง กลายมาเป็นการขอลาออกเพราะอยากอยู่เฉยๆ มันไม่ใช่การใช้ชีวิตที่ถูกต้องเลย เราก็จะจำความรู้สึกนี้ตอนออกจากงานครั้งนี้เอาไว้ แล้วจะเอาไปใช้กับการทำงานที่ต่อไปค่ะ
สิ่งที่คุณเขียนในบล็อกมีทั้งมีทั้งมุมมองโลกสวยสุด ๆ ไปจนถึงจิกกัดสังคมและประเทศชาติ จริง ๆแล้ว คุณว่าตัวเองเป็นคนมองโลกในแง่ดีหรือร้าย
อย่างที่บอกว่า นิกกี้มีสองบุคลิกค่ะ บางวันตื่นมาตอนเช้าอารมณ์ดี มองโลกแบบสวยๆ แต่พอออกไปทำงานเจอคนกระแทกจนเราแทบจะตกลงไปในรางบีทีเอสแล้วก็ฮึ่ม! หงุดหงิด กลายร่างซะละ เหมือนฮัลค์ ซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวลตัวเขียวไม่มีผิดเลยค่ะ แถมยังเป็นบ่อยเสียด้วย เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่เราจะเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายถึงขั้นร้ายสุดๆ ซึ่งอันนี้เป็นข้อเสียนะคะ กำลังพยายามปรับปรุงอยู่
บรรณาธิการที่ดี สำหรับคุณแล้วคืออะไร ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง
สารภาพตามตรงว่า กำลังหาคำตอบของการเป็นบรรณาธิการที่ดีเหมือนกันค่ะ ตอนทำงานที่แรก ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่ทำหนังสือแปล นิกกี้คิดว่าบรรณาธิการพ็อคเก็ตบุ๊คที่ดี ต้องชอบอ่านหนังสือ ชอบทำหนังสือ ภาษาอังกฤษดี ภาษาไทยดีมากๆ และอ่านหนังสือมาเยอะ
พอมาทำงานนิตยสาร นิกกี้ก็ได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากบอกอว่า การเป็นบรรณาธิการ แค่อ่านหนังสือมาเยอะยังไม่พอค่ะ ต้องเขียนหนังสือดี มีความรู้รอบตัว มีรสนิยม มีคอนเน็คชั่น มีความรู้เรื่องการถ่ายภาพและองค์ประกอบศิลป์ มีความสามารถในการดูแลและสั่งงานคนในกองบ.ก. และต้องมีความรู้เรื่องการตลาดด้วย
พอมาทำงานปัจจุบันที่มีทั้งนิตยสารและพ็อคเก็ตบุ๊ค ก็เรียนรู้เพิ่มมาอีกว่า บรรณาธิการที่ดีต้องมีความสามารถในการหาต้นฉบับที่ดี สนุก เหมาะสม คิดรูปเล่มของหนังสือ คิดคอนเซปต์หน้าปก คำนวณต้นทุนค่าใช้จ่าย ปิดเล่มให้ตรงเวลา ทำงานกับฝ่ายอื่นๆ ได้มีประสิทธิภาพ วางแผนการตลาดได้ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมากๆ ฉะนั้น คุณสมบัติบรรณาธิการที่ดี นิกกี้ยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกมากมายไม่สิ้นสุดจริงๆ ค่ะ
นักเขียนคนไหนที่คุณอยากร่วมงานด้วยมากที่สุด
หลายคนมากๆ ค่ะ ถ้าเป็นคนที่เสียชีวิตไปแล้ว จะเป็นเอ็ดการ์ อลัน โป บิดาของหนังสือสืบสวนสอบสวนฆาตกรรมรหัสคดีและเป็นชื่อของรางวัลหนังสือสืบสวนของสหรัฐอเมริกา เพราะเป็นคนที่ทำให้นิกกี้ชอบอ่านชอบดูหนังแนวนี้ เอ็ดการ์เป็นนักเขียนที่พยายามเป็นนักเขียนอย่างเดียวตลอดชีวิต แต่เขากลับเป็นนักเขียนไส้แห้งและไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนลิขสิทธิ์เท่าที่ควร นิกกี้เลยอยากได้เป็นบรรณาธิการหนังสือของเขา รับรองว่าจะดูแลเขาอย่างดีเลยค่ะ
ส่วนถ้าเป็นนักเขียนที่ยังมีชีวิตอยู่ นิกกี้ก็อยากร่วมงานกับนักเขียนดังๆ หลายคนเยอะนะคะ ทั้งพี่โหน่ง วงศ์ทนง, ชาติ กอบจิตติ, กิ่งฉัตร, ว. วินิจฉัยกุล เป็นต้น แต่ตอนนี้อยากร่วมงานกับนักเขียนหน้าใหม่ที่ไม่เคยมีผลงานมาก่อน เวลาเราไปเจอเค้าแล้วชวนเค้ามาทำหนังสือจนออกมาเสร็จเป็นรูปเล่ม รู้สึกภูมิใจและมีความสุขมากๆ เลยค่ะ
เคยทำหนังสือที่ไม่ชอบไหม
หนังสือที่เคยทำแล้วไม่ชอบเลยไม่มีนะคะ มีแต่ทำไปแล้วเพิ่งรู้ว่า เราถนัดอ่านแต่ไม่ถนัดทำ เช่น วรรณกรรมเยาวชนแฟนตาซีทะลุมิติ เพราะมันต้องใช้จินตนาการสูงมากในการนึกภาพฉาก ตัวละคร เวทมนตร์ อาวุธ ฯลฯ แค่ภาษาดีพอใช้และอ่านหนังสือแนวนี้มาเยอะๆ มันไม่พอจริงๆ ตอนนั้นทำหนังสือแนวนี้เป็นเล่มที่สองในชีวิต รู้สึกท้อมากว่า เราอาจจะไม่เหมาะกับงานหนังสือรึเปล่า โชคดีที่หัวหน้าคนแรกคอยสอนคอยให้กำลังใจค่ะ แล้วก็ลองเอาหนังสือแนวอื่นๆ มาให้ทำ ช่วยให้นิกกี้รู้จักตัวเองมากขึ้นว่า เราเหมาะกับหนังสือแนวไหนค่ะ
มีหนังสือแบบไหนอีกที่อยากทำ แต่ยังไม่ได้ทำ
ถึงจะทำงานหนังสือมาหลายปี (หกปีนี่นับว่าเยอะแล้วเหรอ) นิกกี้ก็พบว่า งานหนังสือยังมีอะไรอีกเยอะแยะมากมายให้เรียนรู้ค่ะ นิกกี้ยังอยากลองเป็นคอลัมนิสต์ประจำนิตยสารชื่อดังที่มีคนอ่านเยอะๆ สักปีสองปี ดูซิว่าตัวเองจะมีความสามารถพอในการเขียนต้นฉบับส่งตรงเวลาได้มั้ย ปกติเป็นฝ่ายทวงต้นฉบับยิกๆๆๆๆๆ
แล้วก็ยังอยากเป็นนักเขียนที่ได้คุยกับคนมีชื่อเสียงที่ไม่เคยให้ใครสัมภาษณ์มาก่อน ซึ่งงานเหล่านี้ นิกกี้รอได้ค่ะ สั่งสมประสบการณ์แล้วถ้าวันหนึ่งมีโอกาสคงได้ทำ
ส่วนหนังสือที่อยากทำมากที่สุดในชีวิตก็คือ หนังสือที่ขึ้นหน้าปกว่านิกกี้เป็นนักแปลและหนังสือที่ขึ้นหน้าปกว่านิกกี้เป็นนักเขียนค่ะ หวังว่าวันนั้นจะมาถึง
ทุกวันนี้ชอบชีวิตตัวเองไหม พอใจกับชีวิตหรือยัง
ต่อให้อยู่ในโหมดมองโลกในแง่ร้ายสุดๆ ก็ยังต้องตอบว่า ชอบและพอใจกับชีวิตตอนนี้มากๆ ค่ะ งานดี เพื่อนร่วมงานดีมาก ป๊ากับม้าก็ยังสุขภาพแข็งแรง กิจการที่บ้านมีพี่สาวกับน้องสาวรับช่วงต่อ เดอะแก๊งเพื่อนสนิทก็ยังเจอกันแทบจะทุกอาทิตย์ อาจจะกดดันเรื่องเงินเดือนนิดหน่อย เพราะจะน้อยที่สุดในกลุ่มเพื่อน แล้วป๊ากับม้ามองว่า ถ้าทำกิจการของที่บ้านหรือของตัวเองน่าจะได้เงินมากกว่านี้
แต่ส่วนตัวนิกกี้พอใจแล้วค่ะ เพิ่มก็ดีไม่เพิ่มก็พออยู่ได้ มีเงินเก็บด้วย แล้วก็ติดเรื่องความรัก เพราะอีกไม่กี่สิบวันจะอายุครบ 28 ปีและเป็น 28 ปีที่ไม่มีแฟน 5555555 แต่ทุกอย่างที่ว่ามาทั้งหมดนี้ทดแทนความไม่มีแฟนได้ค่ะ เปล่าองุ่นเปรี้ยวจริงจริ๊ง
งานชิ้นต่อไปของคุณคืออะไร
ถ้าเป็นงานแปลที่เคยรับมาเมื่อนานมาแล้ว โดนสำนักพิมพ์ยกเลิกไปแล้วค่ะ เศร้านิดหน่อย T_T
ถ้าเป็นงานเขียนของตัวเอง กำลังอยู่ในช่วงคิดๆ ว่าจะเขียนอะไรให้จบเล่มดี ซึ่งคงอีกนานแน่นอน ถ้าเป็นงานบรรณาธิการ จะมีอีกหลายเล่มเลยค่ะ เช่น การ์ตูนเกรียนๆ 2 ตอนติ่งพิชิตโลก เป็นเล่มที่เราชอบมาก เพราะมันสะท้อนชีวิตมนุษย์เพศหญิงส่วนใหญ่ในสังคมไทยได้ดี ที่ทั้งเสพดราม่า บ้าเกาหลี จิ้นคู่วาย เชียร์ดาราชายหญิงให้เป็นแฟนกัน ฯลฯ ซึ่งตัวนิกกี้เองก็เป็นติ่งคนหนึ่งค่ะ ยอมรับเลย 555
ส่วนอีกเล่มจะเป็น DIY Vol.2 สอนทำศิลปะเดคูพาจค่ะ ตอนนี้กำลังฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง ใครที่อยากหัดทำงานฝีมือ อดใจรอนิดนึงนะคะ
ปิดท้ายด้วยหนังสือเล่มที่ 3 ซึ่งนักเขียนเป็นบล๊อกเกอร์จาก exteen อีกคน ส่วนจะเป็นใครนั้นต้องคอยติดตามนะคะ ^^