life goes on.
posted on 11 Feb 2012 02:24 by thelastquestion in questionblog directory Lifestyle, Knowledge, Ideaเมื่อแรกเริ่มทำบล็อกนี้, ความตั้งใจของผมในตอนนั้นคือ ต้องการถามคำถามที่ยังคงสงสัย ต้องการต่อยอดจากคำถามไปสู่คำตอบ หรือจากคำตอบไปสู่คำถามใหม่ก็ได้
ความตั้งใจของผมคือ 'ถาม'
แล้วดูว่าคำถามนั้นนำไปสู่อะไร.
Categories = Questionblog เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองจุดประสงค์นั้น
มีแค่บางอย่างที่ต่างกัน,
ผมอยากรู้ว่ามุมมองของคนหนึ่งคน กับคนอีกหนึ่งคนที่ต่างกัน เมื่อนำมาหักล้าง พิจารณา ครุ่นคิดใคร่ครวญแล้ว เราได้อะไรบ้าง คำตอบที่ออกมาพาเราไปสู่อะไร
แน่นอนว่าคำตอบของแต่ละคน บ้างก็เหมือน บ้างก็ต่างกัน
ไม่มีคำตอบไหนดีเลว, หรือถูกผิด
ผมคิดว่าคำตอบของแต่ละคนไม่ได้สะท้อนแค่ชีวิตของเขาเท่านั้น
แต่ยังสะท้อน 'ทัศนคติ' ของเขา
เรื่องเดียวกันบางคนคิดต่างกันได้, เหตุการณ์เดียวกันเราก็มองคนละภาพกัน
ทัศนคติ เปรียบเสมือน "แว่น" ที่เราใช้มองโลกใบนี้
ชีวิตเราจะดีหรือเลว, บางที ก็อาจจะขึ้นอยู่กับมัน
มุมมองของเรา
หลายครั้งที่มองวัยรุ่นสมัยนี้, คำถามที่ผุดโผล่ขึ้นมาในใจเสมอคือ, ทำไมพวกเขาถึงได้อ่อนแอกันนัก
ทั้งความรู้ ความคิด และความเข้าใจ
เห็นทั้งเด็กที่ผูกคอตายเนื่องด้วยสอบไม่ติด ทั้งเด็กที่ผลาญเงินพ่อแม่เป็นว่าเล่นไปกับค่าเหล้ายา
ดูเหมือนโลกเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน ทุกอย่างก็เปลี่ยน
"iamdozenist" ไม่ใช่อย่างนั้นครับ
เด็กมหาjลัยคนนี้ ทำให้ผมต้องคิดใหม่
ด้วยเพราะมุมมองของเขา
ข้อดีข้อหนึ่งของการไม่พกร่ม
คือเราจะได้อาศัยร่มของคนใกล้ตัวติดไปด้วย
คนคนนั้นเราอาจไม่ได้สนิทกันก็ได้
ร่ม...ทำให้เราใกล้ชิดกัน
อย่างน้อยก็ก่อนที่เราจะแยกจากกันไป
...มันอบอุ่นจนเราลืมไปว่าฝนกำลังตกอยู่น่ะ
คือเราจะได้อาศัยร่มของคนใกล้ตัวติดไปด้วย
คนคนนั้นเราอาจไม่ได้สนิทกันก็ได้
ร่ม...ทำให้เราใกล้ชิดกัน
อย่างน้อยก็ก่อนที่เราจะแยกจากกันไป
...มันอบอุ่นจนเราลืมไปว่าฝนกำลังตกอยู่น่ะ
สิ่งที่แท้จริงกว่าภายนอก
ก็คือภายในของเราเอง
ก็คือภายในของเราเอง
-บางครั้งเราก็อยากหยุดเวลาของเราไว้แค่ในตอนเด็ก
หรืออยากเก็บบางช่วงเวลาที่ดีงามของชีวิตไว้กับตัวตลอดไป
เหมือนเก็บให้เวลาอยู่ในขวดแก้วที่พลิกกลับไปกลับมาอย่างไร
ก็จะไม่ร่วงหล่นไปไหน
แต่ความเป็นจริงคือไม่มีแก้วชนิดใด
จะแข็งแรงทนทานพอจะรองรับเศษทราย
ที่เต็มไปด้วยความทรงจำร้อยพันของเรา
ที่มีทั้งสุขและเศร้าไปด้วยกัน
แก้วไม่เคยรองรับได้อย่างนั้น
ไม่เคยเลย
เหมือนกับที่เราก็ไม่อาจเก็บความฝันของเราไว้ได้
เช่นกัน
หรืออยากเก็บบางช่วงเวลาที่ดีงามของชีวิตไว้กับตัวตลอดไป
เหมือนเก็บให้เวลาอยู่ในขวดแก้วที่พลิกกลับไปกลับมาอย่างไร
ก็จะไม่ร่วงหล่นไปไหน
แต่ความเป็นจริงคือไม่มีแก้วชนิดใด
จะแข็งแรงทนทานพอจะรองรับเศษทราย
ที่เต็มไปด้วยความทรงจำร้อยพันของเรา
ที่มีทั้งสุขและเศร้าไปด้วยกัน
แก้วไม่เคยรองรับได้อย่างนั้น
ไม่เคยเลย
เหมือนกับที่เราก็ไม่อาจเก็บความฝันของเราไว้ได้
เช่นกัน
ในแต่ละช่วงชีวิตของคนเรา ก็คงมีเรื่องให้ต้องคิดต้องทำต่างกันไป
เด็กเล็กคงคิดว่าวันนี้จะเล่นเกมอะไร วัยรุ่นคงคิดว่าวันนี้จะแต่งตัวยังไง
คนวัยผู้ใหญ่คงคิดว่าวันนี้จะเสนองานผ่านไหม
ผู้เฒ่าผู้แก่คงเลิกคิดเรื่องอย่างอื่น...นอกจากเริ่มปล่อยวาง
เคยเขียนเอาไว้เหมือนกันว่า 'เรื่องบางเรื่องก็มีแค่วัยนี้เท่านั้นที่ทำได้'
เพราะฉะนั้นบางอย่างที่อาจไม่ได้ทำบ่อยครั้งไป หรือมีแค่วัยนี้เท่านี้ที่ได้ทำ
ก็ควรรีบลงมือทำ...ก่อนหมดเวลา
ในช่วงชีวิตของเราทั้งหมด จะมีกี่เรื่องให้ต้องคิดกันบ้าง
เรื่องตัวเอง เรื่องครอบครัว เรื่องเพื่อนฝูง เรื่องการเรียน เรื่องการทำงาน เรื่องสุขภาพ เรื่องความรัก เรื่องความสัมพันธ์ ฯลฯ
เขียนมาเหมือนเยอะแยะมากมาย แต่เอาเข้าจริง พอเราเติบโตมากขึ้น...ก็พบว่าเรื่องทั้งหมดมันสัมพันธ์กัน
และพบว่าเราจะแยกเรื่องใดเรื่องหนึ่งออกจากกันไม่ได้เลย
เด็กเล็กคงคิดว่าวันนี้จะเล่นเกมอะไร วัยรุ่นคงคิดว่าวันนี้จะแต่งตัวยังไง
คนวัยผู้ใหญ่คงคิดว่าวันนี้จะเสนองานผ่านไหม
ผู้เฒ่าผู้แก่คงเลิกคิดเรื่องอย่างอื่น...นอกจากเริ่มปล่อยวาง
เคยเขียนเอาไว้เหมือนกันว่า 'เรื่องบางเรื่องก็มีแค่วัยนี้เท่านั้นที่ทำได้'
เพราะฉะนั้นบางอย่างที่อาจไม่ได้ทำบ่อยครั้งไป หรือมีแค่วัยนี้เท่านี้ที่ได้ทำ
ก็ควรรีบลงมือทำ...ก่อนหมดเวลา
ในช่วงชีวิตของเราทั้งหมด จะมีกี่เรื่องให้ต้องคิดกันบ้าง
เรื่องตัวเอง เรื่องครอบครัว เรื่องเพื่อนฝูง เรื่องการเรียน เรื่องการทำงาน เรื่องสุขภาพ เรื่องความรัก เรื่องความสัมพันธ์ ฯลฯ
เขียนมาเหมือนเยอะแยะมากมาย แต่เอาเข้าจริง พอเราเติบโตมากขึ้น...ก็พบว่าเรื่องทั้งหมดมันสัมพันธ์กัน
และพบว่าเราจะแยกเรื่องใดเรื่องหนึ่งออกจากกันไม่ได้เลย
ทุกความคิดที่ถูกถ่ายทอดออกมา, ไม่ใช่แค่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งวัยใฝ่ฝันแต่เพียงเท่านั้น
แต่ยังแฝงเร้นไว้ด้วยความละเมียด ละเอียด และหนักแน่น
ที่จริงแล้วคนเราอาจไม่จำเป็นต้องมีความรู้ระดับดีเลิศ ความคิดระดับยอดเยี่ยม และความรู้สึกอันละมุนไม
ขอแค่ "ทัศนคติที่ดี" ก็คงพอ
เพราะเราไม่ได้ต้องการ "ชีวิตที่ดี" เสมอไป.
เราต้องการแค่ "ชีวิตที่เหมาะกับเรา"
และบางที.
มันคงถึงเวลา, ที่ผมต้องเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่แล้ว
หากแว่นของคุณเริ่มมีริ้วรอย, อาจถึงเวลาต้องเช็ดมันแล้วล่ะครับ
เริ่มด้วยการอ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้...
คุณนิยาม "คุณ" และ "บล็อกของคุณ" ว่าอย่างไร ?
รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนให้คำนิยามยากมาก เพราะความสนใจของเราเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามวันวัยที่โตขึ้น
แต่ถ้าเอามุมที่เรารู้สึกกับตัวเองจริงๆ ก็รู้ตัวว่าเป็นคนที่มีสองบุคลิกครับ
ครั้งจะเฮฮาบ้าบอเต็มเหนี่ยวก็ได้ในช่วงอารมณ์หนึ่ง หรือในอีกอารมณ์หนึ่งก็จะนิ่งๆ เฉยๆ เคร่งเครียดเป็นเหมือนกัน
ความเป็นตัวเองแบบนี้ก็เลยส่งมาถึงบล็อกที่มีทั้งโทนสุขโทนเศร้า (บ่อยครั้งจะเป็นไปในแบบหลัง)
แต่ที่เราเศร้าได้เพราะรู้ว่าความสุขเป็นยังไง
นิยาม สั้นๆ สำหรับบล็อกสีขาวที่ชื่อว่า iamdozenist* ก็คงเป็นบล็อกที่เรียบเรียงตัวอักษรถึง "ชีวิต ความสุข และความฝัน" (ของตัวเราเอง) เป็นหลักครับ
หนัง/หนังสือ/เพลงโปรดของคุณ ?
พวก หนัง หนังสือ เพลง ถ้าจะยกให้อยู่ใน favourite ได้ ก็คงเป็นพวกที่มันกระทบกับใจของเรา หรือรู้สึกได้ว่าชีวิตเรามีส่วนหนึ่งที่เป็นอย่างนั้นอยู่ในตัวสื่อพวกนี้
ภาพยนตร์ ถ้าเอาที่สุดแล้วก็คงเป็น "รักแห่งสยาม" ที่หยิบมาดูทีก็ยังเก็บอะไรใหม่ๆ จากหนังได้ตลอด
ชอบที่เขาไม่ได้เล่าเรื่องราวความรักของวัยรุ่นสมัยนี้เท่านั้น แต่ยังพูดถึงครอบครัว และการหล่อเลี้ยงชีวิตระหว่างกันด้วย
ดูแล้วมันมีความละมุน อบอุ่น และก็มีน้ำตาได้เสมอ
หนังสือ ยกเล่มที่ชอบที่สุดของปีที่แล้วละกันครับ คือ "อยากให้ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง" ของอภิชาต เพชรลีลา
เคยเขียนลงบล็อกไปแล้วเมื่อปีก่อน และเป็นหนังสือที่เอายกมาพูดในคลาสเรียนหลายๆ ครั้งด้วย
เป็นหนังสือที่อยากบอกต่อให้กับคนที่รักหลายๆ คนว่าอ่านเถอะ เพราะเชื่อว่าอ่านจบแล้วจะอยากออกไปใช้ชีวิตในรูปแบบของตัวเอง
หนังสือเล่มนี้ตรงใจเราตรงที่พูดถึงชีวิตของเราในแบบที่อยากเป็น
ภาพหลังของเมืองเชียงใหม่ ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย และการไขว่คว้าตามความฝันของแต่ละคน อ่านแล้วเจ็บและจุกมากครับ
เพลง "คนธรรมดา" ของวง August เหมือนจะนานแล้วนะ แต่ก็ยังเปิดฟังเรื่อยๆ เป็นเพลงหนึ่งที่มีความหมายและมีอิทธิพลกับชีวิตม.ปลายเรามาก
ยังคงเก็บความหมายและซึมซับความละเอียดอ่อนของเนื้อเพลงได้เรื่อยๆ
อันที่จริงชอบเพลงของวง August เกือบทุกเพลง เพราะเนื้อเพลงของเขาพูดถึงความจริงของความรักที่ยังไงก็ต้องเจอ
คุณคิดว่าชีวิตมัธยมกับมหา’ลัยต่างกันอย่างไร และคุณชอบช่วงชีวิตไหนมากกว่ากัน ?
มัธยมเป็นช่วงเวลาที่ปล่อยให้เราได้สนุกกับชีวิตวัยรุ่นแบบสุดเหวี่ยง ได้ออกไปทำอะไรมากมาย
อยากทำอะไรก็ทำ ได้มีชีวิตเฮี้ยวๆ กับเขาบ้างเหมือนกัน (แม้จะไม่มาก)
ที่สำคัญ ชีวิตช่วงนั้นสอนให้เข้าใจความหมายของ "เพื่อนและมิตรภาพ"
และเป็นช่วงที่ความฝันเบ่งบาน ไม่มีขีดจำกัดจริงๆ
ส่วนชีวิตในมหา'ลัย สอนเราให้เติบโตขึ้น ให้เห็นความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น ได้ก้าวเข้าไปลองใช้ชีวิตในโลกจำลองแบบผู้ใหญ่
ได้ รู้ว่าจริงๆ แล้วชีวิตก็ไม่ได้สวยงามขนาดนั้น รู้ว่าสังคมจริงๆ ที่กำลังจะเผชิญออกไปมันมีอะไรหลายอย่างที่เราคงไม่พอใจแน่ๆ แต่เราก็หลีก เลี่ยงไม่ได้
ช่วงมหา'ลัยเป็นช่วงที่ทำให้ได้รู้จักตัวตนจริงๆ ของตัวเองขึ้นนะ ไม่ได้เพ้อฝันแบบวัยมัธยม
พอต้องตัดสินใจว่าชอบชีวิตช่วงไหนมากกว่ากันก็ไม่ลังเลเท่าไหร่
ชีวิตในมหา'ลัยก็สนุกนะ
แต่ยังคงคิดถึงช่วงหอมหวานของวัยมัธยมอยู่ครับ
ในฐานะที่เกี่ยวข้องโดยตรง คุณคิดว่าปัญหาของการศึกษาไทยในปัจจุบันคืออะไรครับ ?
อาจไม่ใช่ความคิดของเราเองทั้งหมดนะ แต่เป็นความคิดที่ตกตะกอนมาจากวิชาหนึ่งที่กำลังเรียนอยู่
สิ่งที่อาจารย์ยกประเด็นขึ้นมาพูดก็คือ การศึกษาเป็นกระบวนการหนึ่งที่สังคมใช้ขัดเกลาเราให้ออกไปเป็นฟันเฟืองหนึ่งของสังคม
การศึกษาของไทยเป็นแค่ระบบสอน ท่อง แล้วจำไปเขียนตอบในห้องสอบ ก่อนจะลืมไป
เราจบการศึกษาแล้วก็แย่งกันหางานทำ เป็นมนุษย์เงินเดือน รอเกษียณ รอออกจากงาน แล้วค่อยไปใช้ชีวิตบั้นปลาย
ตลอดยี่สิบปีที่เรียนมา การศึกษาก็เลยไม่ได้สอนให้เราเรียนรู้หรือคิดเป็น เพราะสังคมกลัวว่าถ้าเราคิดเป็นแล้วจะอันตรายต่อระเบียบที่เขาวางกันมาไว้ แล้ว
นี่แหละคือความแย่ที่สังคมไทยใส่ให้เรา
สำหรับความรู้สึกส่วนตัว เรารู้สึกว่าการศึกษาเป็นตัวทำลายความฝันของเด็กหลายๆ คนไป
ความฝันวัยเยาว์ที่สวยงามค่อยๆ ถูกจำกัดด้วยคำว่า "ทำไม่ได้หรอก" "จบไปจะเอาอะไรกิน" "เรื่องอย่างนี้ไม่มีเส้นเป็นไม่ได้หรอก"
มันทำให้ใครหลายคนเลือกทิ้งความฝันนั้นไปกลางทาง แล้วเข้าสู่ระบบทุนนิยมของสังคมต่อไป
เราว่าจริงๆ แล้วชีวิตเลยไม่ใช่แค่การเรียนรู้ในห้องเรียน ไม่ใช่เลย
แต่คือการได้ลองทำอะไรตามที่เราอยากทำจริงๆ อยากเรียนรู้จริงๆ
มีอิสระมากพอที่จะไม่ต้องนั่งอยู่ในห้องเรียนแล้วรอให้หมดคาบ ตอนนี้นักเรียนไทยก็เป็นอย่างนี้
ตอนนี้เลยรู้สึกแค่ว่า เราแค่อยากเรียนให้จบ จบก็พอ
แล้วจะออกไปเรียนรู้ข้างนอกให้มากๆ แล้วล่ะครับ
รู้สึกอย่างไรเวลาถูกถามว่า ‘เรียนจบแล้วจะไปทำอะไร’ หรือ ‘แล้ววันข้างหน้าจะเอายังไง’ ?
เป็นคำถามแทงใจดำมาก สำหรับเด็กเรียนนิเทศที่ไม่รู้หนทางของตัวเองแน่ชัด
แต่ ตอนที่โดนถาม (ยิ่งช่วงใกล้จบนี่ยิ่งถามบ่อย) ในความรู้สึกก็ไม่ได้รู้สึกอะไร มันเหมือนเป็นคำถามทั่วไปที่ผู้ใหญ่ถามกับเด็กสมัยนี้
บางทีเขาก็อาจไม่ได้อยากรู้จริงๆ ก็ได้
เวลาที่ถูกถาม ก็เลยได้แค่หัวเราะไป บอกว่าแค่เลือกเรียนนิเทศก็ไม่มีงานทำตั้งแต่แรกแล้ว เป็นคำตอบขำๆ
สำหรับเรา เรามีคำตอบให้ตัวเองนะว่าอยากทำอะไร
แค่มันไม่ใช่คำตอบที่คนรอบข้างพอใจเท่าไหร่ เลยเลี่ยงจะไม่ตอบไปดีกว่า
งานเขียนของคุณค่อนข้างเป็นไปในเชิงบวก ชีวิตจริงคุณเป็นคนมองโลกในแง่บวกหรือเปล่า ?
เรียกว่ากำลัง "พยายาม" มองโลกในแง่บวกละกันครับ
ถ้าลองสังเกตดู ระยะหลังๆ เราจะเขียนคำว่า "เมื่อเติบโตขึ้น" บ่อยๆ
รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ว่า ยิ่งเติบโตก็ยิ่งรู้ว่าชีวิตไม่ได้สวยงามอย่างที่เคยคิดตอนเด็กๆ
การที่จะใช้ชีวิตตอนนี้อย่างมีความสุข การมองโลกในแง่บวกก็เลยเป็นสิ่งสำคัญ
แต่ต้องไม่บวกจนกลายเป็นคำว่า "โลกสวย" เพราะนั่นหมายถึงเรามองโลกด้านเดียว
บ่อยครั้งในงานเขียนที่เป็นเชิงบวก ก็ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นทั้งหมดหรอกครับ
แต่เป็นการฝึกที่จะบอกตัวเองไม่ให้จมปลักอยู่กับความดราม่าของชีวิต (เพราะเคยผ่านช่วงเวลาแบบนั้นมาแล้ว)
ตัวเราจริงๆ ก็ยังเป็นคนที่เสพดราม่า ชอบความเศร้า มองอะไรร้ายๆ อยู่บ้าง
แต่ก็ค่อยๆ ให้ตัวเองเรียนรู้ไปว่าชีวิตที่ดีเป็นยังไง
ชีวิตที่ดีตอนนี้น่าจะปรุงให้มีทั้งรสชาติของความหวานและความขมนะ
คุณว่าอะไรสำคัญกว่ากันครับ ระหว่างความคิด กับ ความรู้สึก ?
สำหรับเรา เราเป็นคนให้ความสำคัญกับ "ความรู้สึก" มากๆ จนบางครั้งก็ไม่ได้ใช้ความคิดเลย
เรื่องบางเรื่องรู้สึกว่าใช้ความรู้สึกตอบก็พอแล้ว
ถ้ารู้สึกว่ามันใช่ก็คือใช่ ถ้ารู้สึกว่าไม่ก็คือไม่
เพราะเวลาที่เอาความคิดมาใส่เป็นปัจจัยหนึ่ง มันอาจทำให้เราพลาดโอกาสดีดีอะไรไปตั้งหลายอย่าง
เป็นคนใช้ความรู้สึกเป็นใหญ่มากๆ ครับ
แต่ว่าเคยมีผู้ใหญ่คนหนึ่งบอกไว้ว่า ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่พอดีทั้งเหตุผลและความรู้สึก
เพราะเรื่องบางเรื่องเราใช้แค่ความรู้สึกตอบไม่ได้เหมือนกัน
ความรู้สึกมันอาจเป็นแค่เราคิดเฉพาะในส่วนของเรา
ความคิดจะทำให้เราคิดถึงความรู้สึกของคนอื่นด้วย
คิดว่าอีก 20 ปีถัดจากนี้ คุณจะไปอยู่ที่ไหน และทำอะไรอยู่ ?
20 ปีข้างหน้าก็อายุ 40 แล้ว ตอนนั้นน่าจะตอบตัวเองได้แล้วล่ะครับว่าชีวิตคืออะไร
และน่าจะถึงเวลาแล้วที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างที่วาดไว้ (อาจจะก่อนหน้า 40 ก็ได้)
ถ้าอิงจากความคิดตอนนี้ คงไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ แล้วล่ะ
อาจจะเป็นเชียงใหม่ หรือต่างจังหวัดสักที่ ตอนนี้กำลังตามหาสถานที่ของตัวเองอยู่ครับ
อาจจะกำลังมีความสุขกับธุรกิจเล็กๆ สักอย่างที่เป็นของตัวเอง
มีบ้านเล็กๆ อยู่ที่แห่งนั้น อาจจะอยู่คนเดียวก็ได้
เป็นคนแก่ที่ปั่นจักรยานไปรอบๆ เมือง และยังเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่เรื่อยๆ
มีคำถามอะไรที่คุณยังสงสัย และยังคงหาคำตอบไม่ได้ ?
คำถามนี้ยากที่สุดเลยครับ เพราะคำถามที่ยังสงสัยก็เหมือนจะไม่มีเท่าไหร่ หรือเป็นเพราะว่าเราไม่เคยสงสัยนะ
ตอนนี้กำลังตั้งคำถามสัมภาษณ์คนคนหนึ่งเหมือนกัน มีคำถามที่ชอบอยู่ที่ถามว่า "ทำยังไงให้ใช้ชีวิตเป็น"
คำถามนี้ เราน่าจะยังให้คำตอบที่ดีไม่ได้อยู่นะ
ความสุขในวันนี้ของคุณคืออะไร ?
การได้ตื่นมาทุกเช้าแล้วรู้ว่าเรายังหายใจอยู่ ยังมีชีวิตอยู่ที่จะได้เรียนรู้อะไรอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้รู้จัก ไม่ได้สัมผัส
การ ได้รู้จักผู้คนมากมายทั้งที่เคยอยู่ด้วยกัน ยังอยู่ด้วยกัน จะอยู่ด้วยกัน และอีกหลายคนที่จะเข้ามาเติมเต็มชีวิตให้แก่กัน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่วิเศษมากจริงๆ
และการได้อ่านหนังสือดีดี ฟังเพลงเพราะๆ ดูหนังดูละครที่อยากดู ได้ออกเดินทางไปยังสถานที่แปลกใหม่ และได้ลองทำอะไรหลายอย่างที่อยากทำ
นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปครับ

#1 By Faith on 2012-02-11 09:48