บางครั้งคนเราเมื่อพบกับเรื่องแย่ๆของชีวิตแล้วอยากจะเกิดใหม่ แต่จะเกิดใหม่ก็คงต้องตายเสียก่อน ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตายเมื่อไหร่ ตายแล้วจะเกิดใหม่เป็นตัวอะไรก็ไม่ทราบ แล้วคงจะจำไอ้เรื่องแย่ๆของชาติที่แล้วไม่ได้เลย ซึ่งถ้าเกิดมาเป็นคนแบบเดิมอีกก็คงโดนซ้ำอีก

แต่ถ้ามองในมุมกลับ ตอนนี้เราก็รู้ว่าไอ้เรื่องแย่ๆของชีวิตมันคืออะไร รู้แล้วว่าเราเกิดมาเป็นเรา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่อีกนานเท่าไหร่ แล้วทำไมเราไม่พยายามเปลี่ยนแปลงไอ้เรื่องแย่ๆชีวิตแย่ๆนั่นไม่ให้มันซ้ำเราได้อีกซะตอนนี้ จะรอจนตายแล้วเกิดใหม่ชาติหน้าทำไม?

วันนี้ผมอายุ 40 ปี 7 เดือน 8 วัน ไม่ต้องมีพิธีรีตอง ขอเกิดใหม่ในวันนี้ชาตินี้เลยแล้วกัน

บทความแรกในบล็อกของ 40reborn เขียนไว้อย่างนั้น.
 
หลังจากอ่านไปหลายบทหลายตอน. ผมพบว่า.
 
นี่เป็นการเกิดใหม่ที่คุ้มค่า
 
 
 
คนขี้เซาเขย่าแรงๆยังตื่น คนตายเขย่ายังไงก็ไม่ฟื้น คนเขลาตายไปแล้วยังไม่รู้ตัว (จาก "คนตายเขย่ายังไงก็ไม่ฟื้น")
 
บทความหลายตอน กระตุกกระตุ้นเร้าความสนใจได้ตั้งแต่ชื่อเรื่อง
 
มากกว่านั้นอีกหลายเท่าตัว. เมื่อคลิกอ่านเนื้อความภายใน.
 
ด้วยความคิดอ่าน ด้วยประสบการณ์. สะท้อนมุมมองอันลุ่มลึกของผู้เขียน
 
อย่าหยุดหา หาให้พบและลงมือทำโดยเร็ว ไม่ว่าสิ่งนั้นมันทำเงินให้คุณหรือไม่
 
ขอให้ถือซะว่าการลงมือทำสิ่งที่ตัวเองชอบและถนัด แต่ไม่ได้เงินตอบแทน (และอาจจะต้องเสียเงินด้วย)
 
เป็นการทำการกุศลให้กับตนเอง เพราะสิ่งที่ได้รับตอบแทนนั่นคือความสุข
 
แต่ไม่แน่การทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและถนัดด้วย มักจะทำได้ดีกว่างานอื่นๆซึ่งอาจจะนำรายได้อันเป็นกอบเป็นกำมาให้ในภายภาคหน้าก็เป็นได้ (จาก "คุณกำลังค้นหาตัวเองอยู่ใช่ไหม?")
 
 
 
ผมชอบ slogan ที่ว่า "เป้าหมายมีไว้พุ่งชน" ฟังดูมุ่งมั่นดุดัน (สมกับตัวสินค้าดี)
 
แต่บางครั้งการพุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างไม่ลืมหูลืมตาก็อาจจะทำให้พลาดได้
 
เป้าหมายที่สูงๆมักจะไม่เป็นเป้านิ่ง เป้าหมายที่สวยๆมักจะเป็นเป้าลวง
 
ปีนี้ผมเริ่มตั้งเป้าหมายสำคัญๆแล้ว ชีวิตก็คงไม่ง่ายอีกต่อไป
 
ทุกขณะที่เวลายังผ่านไปเรื่อยๆด้วยความเร็วเท่าเดิม ผมจะเข้าใกล้เป้าหมายของผมให้มากขึ้น
 
เพราะเป้าหมายไม่ได้มีไว้ให้มองดูอยู่ห่างๆ "เป้าหมายมีไว้ให้ไปถึง" (จาก "เป้าหมายมีไว้ให้ไปถึง")

 
นี่เป็นอีกบล็อกที่ผมแนะนำ.
 
แต่หากคุณเข้าไปอ่านแล้ว. ยังคงไม่เข้าใจ.
 
ลองฟังคำเขาดูหน่อยไหมครับ ?
 
 
 
คุณนิยาม "คุณ" และ "บล็อกของคุณ" ว่าอย่างไร ?
ตอนวัยรุ่นแม่เรียกผมว่า “คนขวางโลก” ซึ่งมาจากความคิดของผมที่ดูจะเป็นตัวของตัวเองมากไปสักหน่อย
เวลาผ่านไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมเป็นเพียงคนธรรมดาที่มีความอิสระทางความคิด ก็เท่านั้นเอง
บล็อกของผมเป็นตัวสะท้อนความเป็นผมในช่วงเวลานั้นๆ
ซึ่งนับตั้งแต่เปิดบล็อกจนถึงปัจจุบันข้อเขียนของผมจะพยายามจุดประกายผู้อ่านให้เห็นถึงคุณค่าของชีวิต ขณะที่ผมเองก็มองหาคุณค่าให้กับชีวิตของตัวเองเช่นกัน
 

หนัง/หนังสือ/เพลงโปรดของคุณ ?
ความโปรดของผมเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ผมไม่ค่อยยึดติดกับอะไรเพียงอย่างเดียว
ผมมีซีดีเพลงแผ่นแท้เกือบห้าร้อยแผ่น มีทุกแนวเพลง ทั้งเก่าใหม่ ไทยเทศ ซื้อก็เพราะโปรด
แต่ตอนนี้เพลงที่ผมมีอยู่เกินครึ่งผมก็ไม่โปรดมันสักเท่าไหร่หรือไม่ก็เบื่อ ผมมักจะหาเพลงใหม่ๆฟังไปเรื่อยๆ
ถ้าจะถามว่าตอนนี้โปรดอะไรอยู่ก็น่าจะเป็น One/Depapepe, Al-George/Ganesha หรือ หน่วง/Room39 ประมาณนี้
ส่วนหนัง/หนังสือก็เหมือนกัน ผมโปรดมันตามอารมณ์
แต่ถ้าจะเอ่ยชื่อพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มแรกๆที่ผมโปรดก็น่าจะเป็น “ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” ของ Masanobu Fukuoka ผมอ่านมันตอนเรียนมหาวิทยาลัยซึ่งมันก็ค่อนข้างลงตัวพอดีกับผมในช่วงนั้น
ส่วนหนังยิ่งพูดยาก เอาเป็นเรื่องแรกที่โปรดสมัยผมยังเรียนประถมอยู่เป็นเรื่องของเด็กดำที่ปกป้องเด็กขาวที่สุขภาพอ่อนแอทั้งๆที่ตัวเองก็ถูกสังคมรังเกียจ สำหรับผมตอนนั้นมันดราม่าครบทั้งเรื่องเหยียดผิว มิตรภาพ ความเสียสละ ผมดูแล้วร้องไห้นะ หนังชื่ออมยิ้มหรืออะไรนี่แหละ ผมว่าเขาน่าจะนำมาสร้างใหม่ด้วยนะ งานนี้ต้องรบกวนคุณเก้ช่วยแนะนำด้วยครับ
 

ช่วงอายุ 40 มีผลดีผลเสียอย่างไรในความคิดของคุณ, และทุกวันนี้ แรงขับเคลื่อนหรือแรงบันดาลใจในชีวิตคุณมาจากไหน ?
ช่วงอายุไม่ได้ให้ผลดีผลดีผลเสียอะไรชัดเจน เวลาที่เปลี่ยนไปก็แค่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป
แต่ละคนก็ต่างมีพื้นฐานปัจจัยที่แตกต่างกันอยู่แล้ว ซึ่งไม่เกี่ยวกับอายุเลย
ยกตัวอย่างเช่น ผมมีความรู้ด้านการแพทย์น้อยกว่าคุณหมอจบใหม่แน่ๆ
หรือร่างกายวัย 40 ของผมอาจจะดีกว่าคนป่วยวัยยี่สิบก็เป็นได้
ดังนั้นผมคิดว่าไม่ว่าเราอยู่ในช่วงอายุใดก็ตามเราควรจะใช้สิ่งที่เรามีอยู่ในตอนนั้นให้ดีที่สุดเหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุด ทุกวันนี้แรงขับเคลื่อนของผมมาจากความสุขส่วนแรงบันดาลใจก็มาจากความดี ความสุขทำให้ผมมีพลังที่จะเดินต่อไปและความดีทำให้ผมรู้ว่าจะเลือกเดินทางใด
 

โลกยุคนี้เปลี่ยนไปไวมาก, คุณเห็นว่าในปัจจุบัน มีอะไรที่เป็นเรื่องเข้าท่าหรือถูกต้องบ้างไหม, และอะไรที่คุณคิดว่ามันผิดพลาดและไม่เหมาะควร ?
โลกยุคนี้เปลี่ยนไปไวมาก เพราะผู้คนได้รับข้อมูลข่าวสารได้เร็วขึ้น
สิ่งที่เข้าท่าก็คือเราสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้จากทุกที่ เพราะการติดต่อสื่อสารและสื่อต่างๆมีประสิทธิภาพสูงมาก เมื่อการสื่อสารสามารถเข้าถึงผู้คนทุกคน สื่อส่วนใหญ่เลยถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอิทธิพลครอบงำซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะควร
ปัจจุบันการผลิตสื่อให้มีชัยเหนือคู่แข่งโดยการเข้าครอบงำผู้คนได้อย่างแยบยลกลับกลายเป็นเรื่องที่ถูกยกย่อง ความคุ้นเคยในการรับสื่อแบบครอบงำที่ถูกปรุงแต่งมาอย่างดีทำให้ผู้คนในยุคนี้ขาดการวินิจฉัย หมดความสามารถในการแยกแยะข้อเท็จจริง และเชื่อตามในสิ่งที่นำเสนอให้ในที่สุด
ผมยังอยากให้ผู้คนเข้าใจความหมายที่ถูกต้องของวิจารณญาณ ไม่ใช่เหลือเพียง “เชื่อ” หรือ “ไม่เชื่อ”
 

คุณพูดเรื่องเป้าหมายและความตั้งใจในชีวิตอยู่บ่อยครั้ง, สองอย่างนี้ คุณคิดว่าอะไรสำคัญกว่ากัน – เป้าหมาย หรือ ความตั้งใจ ?
ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่ากัน ถ้าขาดอย่างใดไป อีกอย่างหนึ่งก็จะหมดความหมายทันที มันเหมือนกับแม่กุญแจกับลูกกุญแจ ถ้าขาดสิ่งไหนไปคุณก็คงจะทิ้งอีกสิ่งนึง แต่ถ้ามีครบมันถึงจะใช้งานได้
 

ช่วงหลัง, บล็อกคุณมีเนื้อหาเอนเอียงไปทาง “เรื่องแต่ง” มากกว่าเรื่องจริง, มันเป็นเพียงอารมณ์อยากเขียนเพียงชั่วครู่ หรือว่าคุณค้นพบแล้วว่าตนเองถนัดกับการเขียนลักษณะนี้ ?
มันเป็นอารมณ์อยากเขียนเพียงชั่วครู่ที่ผมค้นพบว่าตนเองถนัดกับการเขียนลักษณะนี้ :D
มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ อีกอย่างนึงคือผมคิดว่าเรื่องสั้นๆแต่งให้มันสนุกๆมันย่อยง่าย ผมสามารถสื่อสารกับคนอ่านได้แบบไม่น่าเบื่อ แต่พอถึงจุดนึงผมคงจะเปลี่ยนไปสร้างเนื้อหาแบบอื่นดูบ้าง
 

การ ‘ลาออกจากการเป็นมนุษย์เงินเดือน’ คงถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งในชีวิตของคุณ, คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างหลังจากการลาออกครั้งนั้น ได้ ‘ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า’ ตามที่คุณตั้งใจไว้หรือเปล่า ?
ผมเคยลาออกมาหลายครั้งแต่ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้าย เพราะผมรู้สึกสบายใจที่ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใครแม้ว่าตอนนี้ผมทำเงินได้น้อยกว่าเมื่อก่อนก็ตาม นั่นทำให้ผมเรียนรู้ที่จะใช้เงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น และต้องหาให้มากขึ้นด้วย
ผมต้องยอมรับว่าผมไม่ได้ใช้เวลาอย่างมีคุณค่าตามที่ผมตั้งใจไว้ ซึ่งในตอนนั้นผมมองในแง่ของการทำกิจกรรมเพื่อสังคมและทำในสิ่งที่ผมอยากจะทำอีกหลายอย่าง แต่ช่วงสามเดือนที่ผมลาออกมาผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงานและครอบครัว นั่นก็กินเวลาทั้งหมดของผมไปแล้วซึ่งก็ถือว่ามีคุณค่ามากสำหรับผมเช่นกัน
 

คุณว่าตนเองตอนอายุสัก 60 จะเป็นอย่างไร, จะ ‘เกิดใหม่’ อีกไหม ?
ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยคิดถึงเรื่องในอนาคต ตอนนี้ผมพยายามจินตนาการแต่มันก็ไกลเกินไปที่จะเห็นภาพ ผมหวังว่าเวลานั้นผมคงแข็งแรงและมีความสุขดี
 

มีคำถามอะไรที่คุณยังสงสัย และยังคงหาคำตอบไม่ได้ ?
ผมดูเหมือนเป็นคนช่างคิดช่าง