#4 producer.

posted on 30 Aug 2014 02:19 by thelastquestion in words directory Entertainment, Lifestyle




เราพูดตลอดว่าโปรดิวเซอร์หนังก็เหมือนเมียผู้กำกับนั่นแหละ เราต้องอยู่กับเขา ต้องรู้ว่าผู้กำกับเขาคิดอะไร หนังอิสระก็คือการทำหนังเพื่อตัวเอง แล้วเราก็เป็นเหมือนบริการที่คอยซัพพอร์ตทุกอย่างให้เกิดขึ้น แต่ไม่ถึงขั้นเข้าไปยุ่มย่ามกับเขานะ เราว่าคนเวลามาเจอกัน ทำงานด้วยกัน มันต้องรู้กันอยู่แล้ว สุดท้ายมันก็จะเรียนรู้กันแหละ ถ้าสมมติว่าเรารู้สึกไม่ดีกับเขา แต่เราเข้าใจเขาว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้ เราก็อาจจะช่างแม่งก็ได้ หรือไม่โกรธเขาก็ได้ ซึ่งเราว่าสำคัญมากในการโปรดิวซ์หนัง


โสฬส สุขุม / a day ฉบับที่ 167 (คอลัมน์ a day with a view) หน้า 161
#ภาพ : a team junior 10

#3 artist.

posted on 07 Sep 2013 18:02 by thelastquestion in words directory Idea




ผมไม่เชื่อว่าศิลปะหรือความเป็นศิลปินมันวิเศษอะไรมากมายอย่างที่ศิลปินยกยอกัน ก็เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่ง คนเป็นศิลปินก็เลวดี เหมือนคนทั่วไป ทำผิดได้เหมือนคนทั่วไป และไม่จำเป็นว่าอะไรที่ออกมาจากปากศิลปินต้องเป็นสิ่งที่ควรใคร่ครวญศึกษาไตร่ตรองเสมอไป นับวันผมรู้สึกว่าศิลปินที่คิดแบบนั้น เชื่อแบบนั้น หรือไม่เชื่อ แต่ได้ประโยชน์จากมายาคติแบบนั้น ใช้เป็นข้ออ้างอะไรมากมาย ทำให้ไม่ถูกตรวจสอบอย่างชัดเจน พอบอกว่าเป็นศิลปิน ทุกคนต้องเข้าใจว่าเพราะเขาเป็นศิลปิน เขาเลยต้องทำตัวแบบนี้ หรือจะไปเอาอะไรกับมันมากมาย มันเป็นศิลปิน ผมว่าศิลปินก็คืออาชีพหนึ่ง มีศาสตร์ของมัน มีกรอบของมันอยู่ว่าศิลปะ การทำงานศิลปะ แม้ว่ามันสร้างสรรค์อะไรก็ได้ คล้ายไร้ขอบเขต แต่มันก็มีกฏของมันอยู่ในตัวเองเหมือนเรื่องอื่น ๆ ทั่วไป

ปราบดา หยุ่น / Writer ฉบับที่ 13 (คอลัมน์ the WRITER's secret) หน้า 92
#ภาพ : Niwat Puttaprasart
.

#2 trap.

posted on 16 Aug 2013 19:43 by thelastquestion in words directory Idea




เคยได้ยินไหม หลายคนชอบพูดว่ากูขอทำงานก่อน กอบโกยเงินทอง พอรวยแล้วกูค่อยใช้ชีวิต มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าระหว่างทางการหาเงินนั้น มันก็พ่วงแพ็กเกจชุดหนึ่งมาด้วย มีความรุงรังจำนวนหนึ่ง คุณต้องแคร์คนเต็มไปหมด เพราะคนเหล่านั้นทำให้คุณมี 150 ล้าน นิสัยคุณเองก็จะเปลี่ยนไปด้วย ระหว่างทางที่จะสะสมให้ได้ 150 ล้าน มันเป็นกับดักจริง ๆ ทั้งรูปธรรม นามธรรม และไอ้รูปธรรมยังแกะได้ แก้ได้ แต่นามธรรมนี่ยากมาก เพราะตัวเราเปลี่ยนไปเป็นแบบหนึ่งแล้ว
 
เป็นเอก รัตนเรือง / หนังสือ 'อย่างน้อยที่สุด' : วรพจน์ พันธุ์พงศ์ / หน้า 298
#ภาพ : อนุช ยนตมุติ (Waymagazine)
อนุช ยนตมุติ
อนุช ยนตมุติ

#1 feeling.

posted on 16 Aug 2013 04:58 by thelastquestion in words directory Idea




"ทุกอย่างมีจุดอิ่มตัวของมัน จะทำงานตลอดหรือเล่นกับแมวตลอดก็เป็นไปไม่ได้ แต่การได้เล่นกับโดราจังและพีจัง(แมว)ช่วงพักทำให้เรารู้สึกแฮปปี้ ผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน บางทีหงุดหงิดอยู่ก็หายเลย แปลกมาก เป็นตัวสลายพลังงานที่ไม่ดี เป็นที่รีเซ็ตอารมณ์ เหมือนเวลาเราดูหนังตลกแล้วได้หัวเราะจนท้องแข็ง ลองสังเกตดูสิ สมมติว่าร้องไห้จะเป็นจะตายก็มีอารมณ์อื่นมาแทรกได้ อารมณ์โกรธก็เหมือนกัน บางเรื่องถ้าอยู่คนเดียวอาจจะไม่โกรธก็ได้ แต่ทำเป็นโกรธเพื่อให้อีกคนรู้ว่าอย่าทำอีกนะ มันมีหลายอารมณ์แทรกเข้ามาได้ แต่เวลาเราหัวเราะจนท้องแข็ง หัวเราะไม่หยุด มันเป็นช่วงเวลาที่อารมณ์อื่นมาแทรกไม่ได้จริง ๆ"


ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์ / a day ฉบับที่ 155 (คอลัมน์ q & a day) หน้า 122.
#ภาพ : วีริศ วาณิชตันติกุล (a day magazine)

Through mind's eyes.

posted on 14 Oct 2012 18:06 by thelastquestion in questionblog directory Idea




การเขียนเป็นเรื่องยาก.

สำหรับผม,

ยิ่งเขียนมากเท่าไหร่, ยิ่งผ่านมันมามากแค่ไหน, แทนที่จะง่ายดาย มันกลับยากขึ้นทุกที

ยกตัวอย่างง่าย ๆ บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้, ผมไม่รู้ว่าจะขึ้นต้นบรรทัดแรกว่าอะไรด้วยซ้ำ

ยังไม่ต้องพูดถึงการเรียบเรียงคำ หรือประโยค ให้กลมกลืนลื่นไหล เอาแค่เขียนให้ได้ดี สำหรับผมก็เป็นเรื่องยาก

 

มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมอยากคุยด้วยมานานแล้ว

แต่ก็ไม่มีโอกาสสักที

ถือว่าเป็นบทสัมภาษณ์ที่ผมใช้เวลาทำนานมากชิ้นหนึ่งเลยก็ว่าได้

แต่ผลที่ออกมาก็คุ้มค่า, อย่างน้อยสำหรับผมเองก็น่าพอใจ

 

อย่างแรก,

ระหว่างการเตรียมคำถาม, ผมพบอะไรบางอย่าง

เธอเคยให้คำจำกัดความตัวเองไว้ชุดหนึ่ง

Photography / Idea / Lifestyle

Music / Travel / Architecture

เป็นชุดคำสั้น ๆ, ได้ใจความพอสมควร

หากแต่ผมคิดว่ายังขาดตกอะไรอีกหลายอย่าง, ไม่เพียงพอต่อการทำความเข้าใจตัวเธอทั้งหมด

มิใช่การตำหนิติติงแต่อย่างใด

อันที่จริง
, ผมคิดว่าเธอเลือกที่จะเว้นระยะความเป็นส่วนตัวบนพื้นที่นี้

รักษาไว้, และบอกเล่าแต่เพียงน้อย

ถ้าอยากรู้จักความเป็นไปมากกว่านี้, ผมเชื่อว่ากับช่องทางอื่น, เธอมีพื้นที่ให้ได้แสดงออกอยู่แล้ว




บล็อก
, ดูเหมือนจะเป็นพื้นที่ของความคิด

และความรู้สึก

เรื่องที่เธอเขียน, ไม่ได้มีจุดเร่งเร้า กดดัน หรือบีบคั้นอารมณ์มากมาย

ทว่ากลับทิ้งตะกอนบางอย่างไว้, เมื่ออ่านจบ




อย่างที่สอง
, เธออายุยังน้อย

มีไฟ มีแรงล้นเหลือ มีพลังเต็มเปี่ยม.

ไม่ใช่เท่านั้น, มุมมองที่เธอมีต่อโลกใบนี้ก็คมคาย

การคุยกับคนอายุน้อยกว่า, ผมรู้สึกดีเสมอ, เมื่อได้รับพลังอะไรบางอย่างจากพวกเขา

กับครั้งนี้, ไม่ใช่แค่พลัง, แต่ผมกลับได้ความคิดอะไรหลาย ๆ อย่าง จากคำตอบของเธอด้วย

 

เหตุผลที่ฉันเขียน

เป็นเพราะการเขียน

ทำให้ฉันได้พูด

ในสิ่งที่ฉันไม่ได้พูด

 

มีเรื่องดีย่อมมีเรื่องร้าย ปะปนกันไป

เธอหรือเขาอาจมีผิดหวังหรือเสียใจ

ขอเพียงหยุดพักแล้วทบทวนใหม่

 

ถ้าเรามีไทม์แมชชีน

จะย้อนเวลาไปตอนไหนก็ได้

หรือจะข้ามเวลาไปตอนไหนก็ได้

แล้วปัจจุบันจะมีความหมายอะไร

 

อายุมากกว่าก็จริง,

แต่ถ้าว่ากันถึงฝีไม้ลายมือการเขียน
, ผมคิดว่าตัวเองยังอ่อนด้อยกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

และในหลายครั้ง,

ผมคิดว่า ความคิดของเธอ มีเสน่ห์ และลึกล้ำ กว้างไกลกว่าผมเสียอีก.




เขียนบล็อกมานานพอสมควร รู้สึกยังไงกับการเขียนบ้างครับ
การเขียนทำให้เราได้พูดในบางสิ่งที่เราพูดออกมาไม่ได้ ในตอนแรกแรก เราเขียนเพราะเราอยากจำ สิ่งไหนที่เราคิดว่าเราจำได้ เราก็ไม่เขียน แต่ผลคือไม่ว่าเราจะเขียนหรือจำ พอเวลาผ่านไปเราก็ลืมอยู่ดี ต่อมาคือเราเขียนเพราะอยากเขียน คือแค่อยากจะเขียนเท่านั้น เขียนแล้วจำได้บ้าง เขียนแล้วลืมไปบ้าง แต่ในระหว่างที่เขียนนั้นเรามีความสุข เราสนุก เราก็เลยเขียนมาเรื่อยเรื่อย ไม่รู้ตัวเลยว่าเขียนมานานขนาดไหน แต่คิดว่าจะเขียนต่อไป

 

ทำไมถึงเลือก Exteen
เราเขียนในสมุด เราไม่เคยเอาสมุดให้คนอื่นอ่าน อยู่มาวันหนึ่งเรานึกอยากให้คนอื่นอ่าน อยากเล่าเรื่องราวที่เราเจอ อยากเล่ามุมมองที่เราเห็น อยากเขียนสิ่งที่คิดอยู่ และ exteen เป็นที่แรกที่เราคิดถึงเท่านั้นเอง

 

ส่วนใหญ่เรื่องราวที่เห็นในบล็อกค่อนข้างจะเป็นเรื่องปกติธรรมดามากเหมือนกัน มีวิธีการหยิบเรื่องราวเหล่านั้นมาถ่ายทอดยังไงบ้างครับ
ยิ่งเป็นเรื่องธรรมดาหรือเรื่องปกติเท่าไหร่ก็ยิ่งง่ายที่จะถ่ายทอด เพราะมันเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย สิ่งที่เราทำหรือเห็นในชีวิตประจำวัน สิ่งที่จะแตกต่างคือเรามีมุมมองคิดอย่างไรต่อสิ่งนั้น อย่างเช่นเรากำลังขับรถ ในขณะที่คนอื่นก็ขับรถอยู่เช่นกัน บางคนคิดถึงจุดหมาย บางคนคิดถึงระหว่างทาง บางคนคิดถึงคนที่นั่งอยู่เบาะข้างข้าง หรือบางคนอาจจะไม่ได้คิดอะไรเลย ซึ่งสิ่งที่เราคิดสิ่งที่เราสนใจนี่แหละคือสิ่งที่เรานำมาถ่ายทอด นำมาขยายความในมุมมองของเราเอง
แต่การหยิบสิ่งที่อยู่ใกล้หรือไกลตัวบางครั้งก็เป็นเรื่องขึ้นมาเหมือนกัน มองสิ่งที่อยู่ใกล้ก็จะไม่เห็นทางข้างหน้า หรือถ้ามัวแต่มองสิ่งที่อยู่ไกลออกไปก็จะไม่เห็นสิ่งที่อยู่รอบกาย ความสมดุลทางการมองเห็นเป็นเรื่องที่สำคัญ

 

การเขียนของคุณจะมีคำน้อย มีช่องว่างมีสเปซระหว่างกันเยอะมาก ความตั้งใจตรงนี้คืออะไรครับ
คำน้อยน้อยจะทำให้เราจินตนาการ และพื้นที่ว่างจะช่วยให้เราเติมเต็ม

 

แรงบันดาลใจของคุณส่วนใหญ่มาจากไหน
ทำนองดนตรี เชื่อไหมว่าดนตรีสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้ดีกว่าการพูดหรือการเขียนซะอีก บางครั้งเราไม่รู้จะใช้คำไหนมาอธิบายความคิด ความรู้สึกของเราได้ แต่เพลงเพลงหนึ่งสามารถทำได้ ถึงอย่างนั้นตัวเราก็ไม่ได้เป็นนักดนตรี ไม่ใช่นักแต่งเพลง แถมยังเล่นดนตรีไม่เป็นอีกต่างหาก ( เล่นได้ไม่เท่ากับเล่นเป็น ) เรารู้แค่ว่าดนตรีทำให้เราคิด เราจินตนาการ  เรามีพลังมีแรงมีกำลัง แทบจะทุกทุกครั้ง

 

คิดว่าตัวเองมองโลกในแบบไหน ร้ายหรือดี
เรามองเห็นความจริง ซึ่งในความจริงมีทั้งดีและร้ายมากกว่า

 

คุณเคยบอกว่าทุกคนเป็นสีเทา อยู่ที่ว่าจะเข้มหรืออ่อน แล้วคุณเป็นสีเทาแบบไหน
ความเข้มหรืออ่อนน่าจะอยู่ที่เรานำตัวเราไปเปรียบเทียบกับสิ่งอื่นด้วย ถ้าเราเทียบกับแสงไฟเราอาจจะเข้มกว่า แต่ถ้าเราเทียบกับเงาเราก็อาจจะอ่อนขึ้น สำหรับเราในตอนนี้ที่ไม่ได้เปรียบเทียบกับอะไรเราจึงไม่มีความรู้สึกว่าเราเข้มกว่าหรืออ่อนกว่า เราจึงอาจเป็นสีเทาที่เราสมมุติขึ้นมาสีหนึ่งเท่านั้น ฟังดูงง งงเนอะ

 

มีเรื่องใดในอดีตที่เสียดายไหม
เราพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้มากกว่าที่จะเสียดายในสิ่งที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าไม่เสียดาย แต่ถึงเราเสียดาย ถึงเรากลับไปแก้ไขได้ เราก็จะเลือกทำแบบเดิมอยู่ดี

 

ทุกวันนี้คุณคิดเรื่องอะไรมากที่สุด
คิดว่า มื้อต่อไปจะกินอะไรดี

 

เวลามีความทุกข์ รับมือกับมันอย่างไร
เราแหวกว่ายแล้วจมดิ่งลงไป ความทุกข์ไม่เหมือนกับความสุข บางคนตะเกียกตะกายหนีความทุกข์แต่กลับยิ่งทำให้จมอยู่ในความทุกข์ เราจึงเลือกที่จะว่ายไปกับมัน อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีนัก แต่ทำให้เราได้ตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะบางครั้งที่เราจมลงลึกลงไป เมื่อไหร่ที่เราได้ขึ้นมาหายใจเหนือความทุกข์นั้น เราถึงได้รู้ว่าความสุขมันมีค่ามากแค่ไหน
,ไม่นานมันจะผ่านไป , เราเชื่อแบบนี้เสมอ

 

อายุยังไม่มากเท่าไร เคยคิดถึงเรื่องความตายบ้างไหม
เชื่อไหมว่า หัวข้องานจบเทอมหนึ่งปีสองของเราที่ส่งไปเมื่อประมาณอาทิตย์ก่อนคือเรื่อง ความตาย ซึ่งนั่นทำให้เราคิดวกเวียนวนถึงความตายเกือบตลอดเวลาด้วยซ้ำไป
ความตายคือธรรมชาติบางคนคงคิดว่ามันไกลตัวหรือเป็นเรื่องของคนมีอายุ แต่ที่จริงความตายอยู่รอบตัวเราเสมอ ส่วนตัวเราคิดว่าการคิดถึงความตายเป็นเรื่องดีนะ อย่างแรกคือมันทำให้เราตระหนักถึงการมีชีวิตได้ดีมากมาก อย่างที่สองคือทำให้เราไม่ยึดติดกับสภาวะใดสภาวะหนึ่งจนเกินไปด้วย

 

ความสุขวันนี้ของคุณคืออะไรครับ
ตื่นนอนตอนเช้าโดยไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุก  :)





 http://vpvipvp.exteen.com/

ไอติมตากแห้ง.

posted on 02 Sep 2012 20:13 by thelastquestion in questionblog directory Idea




ข้างนอกฝนยังคงตก,


ตกหนักเสียด้วย, ถึงเป็นเด็กไม่ประสีประสา ก็คงรับรู้ได้ เดินออกไป ถึงอย่างไรก็ต้องเปียกบ้าง


ผมมองดูร่มของตัวเอง มันอยู่ใต้บันไดนี้มานานพอควร


ผมไม่ค่อยได้ใช้ร่ม, เสื้อกันฝนดูจะเหมาะกับวิถีชีวิตมากกว่า กรณีจวนตัวจริง ๆ ก็คงมีหยิบออกมาใช้งานบ้าง


สนิมเกาะเกรอะกรัง บางจุดก็เป็นรู, ถ้าร่มมีชีวิต มันคงด่าทอต่อว่าผมที่ไม่ยอมดูแล


ปล่อยให้มันมีคราบสนิม มีรอยฉีกขาด


ร่องรอย บอกถึงเรื่องราว


ร่องรอยที่เห็น, มีเรื่องราวการเกิดขึ้นของมันเสมอ





อันที่จริงแล้วบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้อาจไม่ต้องมีการเกริ่นนำ


ถ้าอ่านบล็อกของ Exteen อยู่บ้าง คงพอผ่านตานาม 'ไอติมตากแห้ง'


กล่าวโดยสรุปรวบรัด ไอติมตากแห้ง เริ่มต้นการเขียนบล็อกมากว่าสองปีแล้ว


ผมคิดว่าเขาเป็นนักเล่าเรื่อง บ้างก็เรื่องจริง บางครั้งก็เรื่องแต่ง


เขามีเรื่องมาเล่าตลอดเวลา.


ยังไม่นับรวมถึงทวิตเตอร์ หรือสเตตัสบนเฟซบุ๊คที่อัพเดทสม่ำเสมอ


ร่องรอย บ่งบอกถึงการมีอยู่.





นอกเหนือจากชีวิตที่ถูกบอกเล่า


ผมสนใจความคิด ความรู้สึก วิธีการมองโลกของเขา


เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เราไม่อาจรู้ได้, จากการมองผ่านภายนอก


หรือเห็นแค่เพียงรอยบางรอย





ในปัจจุบัน, เราได้เห็น 'นักเล่าเรื่อง' หน้าใหม่ ๆ มากมาย บ้างก็เป็นดังดอกไม้ไฟ ปรากฏตัวเพียงชั่วครั้งคราวแล้วก็ห่างหาย


หากมองท้องฟ้า, เพ่งพิจารณา ให้เวลาและใส่ใจ


บางทีเราอาจจะพบว่า แสงบางอย่างที่เราเห็น มันไม่ใช่ดอกไม้ไฟ


แสงบางอย่าง, มันมาจากดวงดาว.









จุดเริ่มต้นของการเขียนบล็อกนี้เป็นมายังไง แล้วทำไมถึงเลือกใช้ชื่อ 'ไอติมตากแห้ง"

ผมเริ่มต้นเขียนบล็อกเพียงเพราะผมอยากจะเขียนระบายความในใจครับ ผมเป็นคนคิดเยอะ คิดในเรื่องที่แบบฟุ้งซ่านหน่อยๆ ชอบคิดอะไรเป็นเรื่องเป็นราว พอค้นพบว่าในโลกนี้มีบล็อกไว้เพื่อการนี้ ผมก็เลยลองมองหาบล็อกที่ทำง่ายๆ หน่อย แต่สวยสำหรับเรา จนมาลงตัวกับเอ็กซ์ทีนเนี่ยแหละครับ
ส่วนไอติมตากแห้ง เป็นแค่ชื่อที่ตั้งขึ้นมาด้วยเหตุผลง่ายๆ เลยครับ มันไทยดี แล้วก็ได้ยินชื่อแล้วก็ขำแปลกๆ มันเป็นอะไรที่ขัดแย้งแล้วก็น่าสงสัยไปในตัวดีครับ




ในฐานะที่มีทั้งบล็อก เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ ช่วยวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของทั้งสามอย่างนี้ให้ฟังหน่อยฮะ
ข้อดีนี่ ถ้าจะให้บอกผมว่ามันเยอะมากเลยนะ เพราะส่วนหนึ่งในการที่เราเป็นนักเขียน เป็นพวกสายเขียนในสังคมออนไลน์แล้ว ผมต้องมีเฟซบุ๊คกับทวิตเตอร์ เพื่อให้คนอ่านได้รู้สึกว่า เราไม่ใช่คนที่แบบ อาร์ตหรือติสท์แบบในเรื่องสั้นเสมอไปนะ ผมก็เล่นกับคุยได้ คุณก็ทักผมได้นะ คิดถึงก็เข้ามาแซวได้ มันเป็นโลกไซเบอร์ที่ถ้าเราใช้ให้ถูกทาง มันก็จะให้คุณค่าในด้านที่ดีๆ กลับมาสู่ตัวเองได้
ลองคิดถึงในอดีต ผมมีโอกาสรู้จักคนที่อยู่ไกลๆ ได้บ้างไหม ผมว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยนะ
สังคมออนไลน์ทำให้ผมพบคนมากมายโดยที่เราอาจจะไม่มีวันรู้จักได้ด้วยวิธีแบบในอดีต สิ่งนี้เป็นข้อดีของมันเต็มๆ เลยครับ
เพียงแต่ทุกวันนี้ เราผูกพันกับพวกนี้มากเกินไปจริงๆ ผมยังมองตัวผมที่ไม่มีหนึ่งในสามอย่างนี้ไม่ออกเลย ผมเขียนเรื่องที่อยากระบายในภาษาของผมลงบล็อก พอสบายใจก็จะมาที่หน้าเฟซบุ๊ค เพื่อพูดคุยกับเพื่อน หรือไม่ก็หลบมาทวิตเตอร์ เพียงเพราะเราอยากบ่นอะไรสักอย่าง ดังนั้นถ้าพูดกันตรงๆ แล้วโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คไม่เคยมีข้อเสียเลยด้วยซ้ำ มันอยู่ของมันแบบนั้น คนเราต่างหากที่พยายามบิดมันให้กลายเป็นสิ่งเสียๆ หายๆ คุณติดมันมาก ไม่ใช่เพราะมันบังคับเรา เราเลือกที่จะติดเอง และเราถูกคนนั้นคนนี้หลอกในเฟซบุ๊ค ก็เพราะตัวเราเองทั้งนั้นถ้าเราใช้ให้เพียงพอ พอดี ทั้งสามอย่างนี้จะดีกับเราครับ
ผมมีคติประจำตัวที่ใช้มาตลอด "ถ้าเรามองโลกในแง่ดี สิ่งร้ายๆ ก็จะไม่มองเราในแง่ร้าย" ทุกวันนี้เราเป็นอะไรอย่างที่เราใช้ในสังคมออนไลน์จริงๆ




โลกออนไลน์สะท้อนให้คุณเห็นอะไร

สะท้อนตัวตนเรา เหมือนกระจกเงาเลยครับ เวลาที่ผมรู้สึกว่าอยากได้อะไรเหงาๆ หนักๆ ผมจะเข้ามาหาในสังคมออนไลน์พวกนี้ครับ เออ คุณรู้จักเว็บหาเพื่อนไหม ผมไปเก็บวัตถุดิบงานเขียนจากข้อความโพสหาเพื่อนในนั้นครับ อย่างแรกเลยผมจะรู้ว่า สังคมออนไลน์ทุกวันนี้เดียวดายขนาดไหน แล้วผมก็จะรู้ว่าทุกวันนี้เราหาเพื่อน มีเพื่อนด้วยวิธีไหน มันก็ถือได้ว่าเป็นด้านที่ไม่ดีนักในโลกออนไลน์เลยด้วยซ้ำ แต่ยิ่งผมไปดูไปอ่าน ผมก็จะเข้าใจว่า ตัวตนเราสุดท้ายก็มานั่งเหงาหน้าคอมจริงๆ หรือ เราจะปล่อยให้ตัวตนเราถูกสะท้อนกลับไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโลกออนไลน์จะดีหรือ ผมว่าโลกออนไลน์ทำให้เรารู้จักตัวตนเราชัดเจนขึ้น เพราะเราได้พูด ได้เขียน ได้คิด ได้ทำลงไป เพราะมันมาจากเนื้อในเราจริงๆ ครับ



คิดอย่างไรกับประเด็นที่ว่าสื่อออนไลน์จะมาแทนที่สื่อที่เป็นกระดาษ

ผมเห็นด้วยครับ สักวันหนึ่งสื่อออนไลน์จะเข้ามาเป็นทุกอย่างที่กระดาษเคยบันทึกไว้ เราอยู่ในยุคที่ต้องยอมรับกันแล้วครับ ว่าทุกวันนี้ทุกอย่างปรับเข้าหาแท็ปเลต ไม่ก็พวกอีบุ๊คกันหมด ตรงนี้แหละเป็นหน้าที่ของหนังสือในรูปแบบกระดาษแล้วครับ ว่าทุกวันนี้ เราใช้กระดาษทำออกมาเป็นหนังสือได้ดีขนาดไหน
ผมเคยเห็นคนมองมากมายเถียงชนฝาว่า สื่อออนไลน์เป็นกระแสวูบวาบ เพราะในแง่การสัมผัสจับต้องได้ หนังสือดีที่สุด ครับตรงนี้ผมก็คิดแบบเดียวกับเขา และเราควรกลับมาคิดได้แล้ว ว่าเราทำหนังสือได้ดีพอกับกระดาษพวกนี้ขนาดไหน มันเป็นวัฏจักรครับ ถ้าทุกอย่างมีจังหวะชีวิตของมัน แล้วหนังสือถึงเวลาต้องพัก ต้นไม้ถึงเวลาที่ควรจะกลับไปเป็นต้นไม้ เราก็ควรเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสมัยของสื่อออนไลน์ได้แล้ว และสิ่งที่ลองรับสื่อออนไลน์ก็ควรจะปรับตัวเข้าหาคนได้แล้วครับ ทั้งในแง่ของราคาและเทคโนโลยีที่ทำให้คนเราอ่านอย่างไม่สะดุด ไม่เสียสายตา เราต้องปรับตัวเข้าหากันครับในแง่นี้




เหมือนกับว่าเรื่องในบล็อกจะเป็นแง่มุมจริงจัง ส่วนในโซเชียลเน็ตเวิร์กค่อนข้างจะขี้เล่นไม่น้อย จริง ๆ แล้วคุณคิดว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน

ผมเป็นทั้งสองอย่างเลยครับ ผมมีด้านที่ไม่สว่างนัก ไว้ระบายอยู่ในบล็อกครับ เป็นมุมมองชีวิตที่แบบ ถ้าว่ากันอย่างจริงจังก็ เป็นด้านที่ผ่านความเจ็บปวดมาเยอะครับ (หัวเราะ)
ส่วนในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค ผมเป็นอีกด้านหนึ่งของผม เป็นส่วนที่สว่าง ผมอยากให้คนที่คุยกับผมรู้สึกว่า ผมก็มีด้านเฮฮานะ ไม่ได้ติสท์จัด เท่จัด หรือหม่นจัดจนทุกคนก็คุยกับผมไม่ได้ ผมจัดสมดุลชิวิตไว้มานานแล้วครับ ว่าเราควรจะมีทั้งสองด้าน เพื่อให้ชีวิตเรายังสนุกต่อไปได้ในโลกแบบนี้ครับ (หัวเราะ) ดังนั้นพูดคุยได้ แซวได้ เพราะผมก็ยังเป็นคนที่อยู่บนพื้นฐานนักเขียนธรรมดามากๆ ไม่ได้ถือตัว และยังไม่ดังครับ




แรงบันดาลใจส่วนใหญ่ของคุณมาจากอะไร

มาจากการมองโลกในแง่ดีครับ เป็นวิธีคิดที่ผมเรียนรู้มาตลอดหลายปีมากๆ ว่าถ้าเราจะมีชีวิตต่อไปในโลกแบบนี้ การมองโลกในแง่ดี จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนเราไม่จบไม่สิ้นครับ
ส่วนสถานที่หาแรงบันดาลใจก็จากน้องๆ ที่รู้จักกันในสังคมออนไลน์หลายคนครับ บางทีเราสนิทกัน คุยจนรู้จักกัน เขาก็จะเล่าเรื่องของเขา วันนี้หนูอกหักนะทำไงดีพี่ หรือก็ไปส่องในเว็บหาเพื่อนครับ ดูว่าคนในโลกด้านนั้นเขาเป็นยังไงกันบ้างครับ
แล้วที่สำคัญต่อแรงบันดาลใจด้านการเขียนมากๆ คือหนังสือครับ หนังสือ ร้านหนังสือ เป็นสถานที่ที่ผมสามารถอยู่ในนั้นได้ทั้งวัน เพราะหนังสือคือสมการที่เป็นอนันต์ในโลกใบนี้ครับ มีไม่สิ้นสุด และสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้ทุกลมหายใจเลยครับ




จะเขียนอะไรสักอย่าง ประสบการณ์ในเรื่องนั้น ๆ จำเป็นไหม

จำเป็นมากครับ ผมผ่านมาเยอะ ฟังมาเยอะ แล้วก็ให้คำปรึกษาใครมาเยอะ (หัวเราะ) ผมเห็นด้วยกับคำกล่าวของใครสักคนว่า ประสบการณ์จำเป็นกับงานเขียนมาก มันจะทำให้เราดูโต ดูเด็ก หรือดูเป็นคนๆ นั้น ดูเข้าใจโลกเรื่องสั้นที่เราสร้างขึ้นมาได้ชัดเจนขึ้น มันเป็นสิ่งไว้สร้างนำหนักในเรื่องที่เราเขียนครับ



คุณให้ค่ากับเรื่องอะไรมากที่สุด

การมองโลกในแง่ดีครับ ผมเคยอยู่เพื่อให้ค่ากับเงินทอง อยู่จนลืมวันเวลาไป เพียงเพราะว่าเราต้องการเงินเยอะๆ ซึ่งสุดท้ายมันก็ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขขนาดนั้น ทุกวันนี้ผมมีลมหายใจเป็นการมองโลกในแง่ดีครับ ผมให้ค่ากับมันมากจนทำให้ผมเข้าใจลมหายใจของโลกใบนี้ขึ้นทุกวันๆ ซึ่งสำหรับใครหลายคนที่อาจจะคิดว่า มองโลกในแง่ดี ก็คือการหลอกตัวเอง อืม นั่นแสดงว่า คุณยังมองโลกในแง่ดีไม่ถูกด้านนะครับ ทันทีที่เราคิดว่ามันหลอกลวง เราก็จะไม่ใช่ของจริงแล้วครับ ผมสามารถบอกได้เลยว่า ผมอยู่มานาน 25 ปีและยังไม่ตายเพราะมองโลกในแง่ดีครับ



ในชีวิต มีสิ่งไหน มีเรื่องอะไรที่รู้สึกไม่ชอบไหม

ผมไม่ชอบอาการติดโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คครับ แต่ยิ่งไม่ชอบก็ยิ่งรู้สึกรักมันมากขึ้นทุกวัน เพราะผมยังคิดถึงน้องๆ พี่ๆ ทุกคนในโลกออนไลน์เสมอ ถ้าผมเลิกไป ผมคงไม่ได้เจอกับพวกเขาอีกนานแสนนาน เนี่ยแหละครับผมคิดแบบนี้ทีไรก็มานั่งขำใส่ตัวเอง ผมไม่ชอบตัวเองในด้านนี้จริงๆ นะ ติดมันมากไปครับ
แล้วอีกเรื่องที่ไม่ชอบคือ ผมเป็นมนุษย์เบื่อง่าย ผมเบื่อไวครับ แต่สำหรับงานเขียนผมไม่เบื่อเลย เพราะมันใหม่ตลอดเวลา แต่สำหรับเรื่องอื่นผมเป็นคนที่ไม่น่าคบจริงๆ เพราะอาการเบื่อง่ายเนี่ยแหละครับ (หัวเราะ) พยายามรักษาอยู่ แต่ก็ไม่รู้จะสำเร็จไหมครับ




ความสุขในวันนี้คืออะไร

คือการได้คิด ได้เดินไปไหนมาไหนแล้วดีใจที่คิดเรื่องที่จะเขียนออก พอคิดแล้วลงมือเขียน พอเขียนเสร็จ ก็เข้าไปอ่าน ไปพูดคุยกับใครๆ ในโลกออนไลน์ต่อ พอมีเวลาก็หาเวลาไปเดินร้านหนังสือ อ่านหนังสือใหม่ๆ หาหนังสือเก่าๆ นั่งกินกาแฟ เดินไปมาพบคนมากมาย แล้วก็ยิ้ม มองโลกในแง่ดี เรื่องพวกนี้ คือความสุขในวันนี้ของผม ความสุขแบบกะทัดรัด ง่ายๆ ในแบบไอติมตากแห้งครับ



เป้าหมายต่อไปของคุณคือ

กำลังคิดว่าจะออกไปประลองยุทธ์โดยส่งงานเขียนเข้าประกวด เข้าเสนอสำนักพิมพ์บ้างครับ ตามแรงยุช่วงหนึ่งของคนในบล็อก (หัวเราะ) จนเขาเลิกยุกันไปแล้ว แล้วก็เป้าหมายต่อไปคือเรื่องสั้นเรื่องต่อๆ ไปครับ อยากเขียนแล้วครับ



http://goinganywhere.exteen.com/

บรรณาธิการที่ดีคือ ?

posted on 19 May 2012 08:34 by thelastquestion in questionblog directory Lifestyle, Knowledge, Idea
 
คุณนิกเป็นใคร.
 
กล่าวอย่างสั้น, ปัจจุบันคุณนิกมีตำแหน่งเป็นบรรณาธิการ
 
แต่ก่อนจะมาถึงตำแหน่งนี้ เธอทำมาทั้งเขียนคอลัมน์ แปลข่าว พิสูจน์อักษร
 
บรรณาธิการที่ดีคืออะไร, เธอบอกกำลังค้นหาอยู่เหมือนกัน
 
แม้จะเป็น บก. มือใหม่ ยังไม่เจนสนาม
 
แต่ผมเชื่อว่า หลังจากอ่านบทสัมภาษณ์นี้จบ คุณอาจค้นพบก็เป็นได้
 
ว่าบรรณาธิการที่ดีคืออะไร.
 
 
 
 
 
คุณนิยาม "คุณ" และ "บล็อกของคุณ" ว่าอย่างไร
ถ้าให้พูดถึงตัวเอง คงต้องเอาสิ่งที่คิดว่าตัวเองเป็น ผสมผสานกับสิ่งที่คนอื่นๆ มองว่าเราเป็น ก็จะออกมาเป็นนิกกี้ คนสองบุคลิกค่ะ
เราเป็นลูกคนกลาง ราศีเมถุน เลือดกรุ๊ปเอบี เป็นการรวมตัวของความครึ่งๆ กลางๆ เลย 555
ภาคหนึ่งเป็นคนใจดี อ่อนโยน ตลก ติงต๊อง ขี้สงสาร ร้องไห้ง่าย เอ็นดูเด็ก รักเพื่อน สงสารคนแก่ อีกภาคเป็นผู้หญิงเยอะ ฟุ้งซ่าน ขี้วีน ไร้อารมณ์ขัน โลกส่วนตัวสูง ปากจัด มองโลกในแง่ร้ายค่ะ แล้วทั้งสองบุคลิกก็จะประกอบอยู่ในร่างของผู้หญิงหัวฟู หน้าหมวยสไตล์ซิ่มฮ่องกง แล้วก็แต่งตัวประหลาดในบางวัน

เจ้าของบล๊อกแปลกประหลาดหลายบุคลิกขนาดนี้ บล๊อกก็ต้องแตกแขนงเป็นหลายหัวข้อเช่นกัน ทั้งพูดถึงหนังสือ ภาพยนตร์ ท่องเที่ยว และบ่นๆๆๆๆๆ ในไดอารี่ค่ะ ก่อนหน้านั้นนิกกี้เริ่มต้นเขียนบล๊อกครั้งแรกลงใน MySpace ของ MSN เป็นเรื่อง The Gang เพื่อนสนิทสิบกว่าคนในกลุ่มกับหัวข้อต่างๆ เช่น เปรียบเป็นสัตว์เลี้ยง เปรียบเป็นแม่น้ำ เปรียบเป็นอาหาร ฯลฯ เป็นที่สนุกสนานเฮฮาแกมก่นด่าของเพื่อนๆ ค่ะ แล้วพักหลัง MSN MySpace มันเข้ายาก เขียนยาก อัพแล้วอ่านไม่ได้ ก็เลยเลิกเขียนไปเลย

จากนั้นเพื่อนสนิท (nat-chi.exteen.com) ชวนมาเขียน exteen ค่ะ ก็เลยย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่ เรียกสั้นๆ ว่า nicky-okawa.exteen.com เป็นบล๊อกตามติดชีวิตบอกอหญิงบ๊องๆ คนหนึ่งละกัน



หนัง/หนังสือ/เพลงโปรดของคุณ

เป็นคำถามที่ตอบยากที่สุด เพราะมันเยอะมากจนเลือกไม่ถูก เลยเลือกเอาเฉพาะที่ฟัง ดู อ่าน ซ้ำหลายรอบก็ไม่เบื่อละกันเนอะ

หนัง
1. The Lord of The Ring ดูหนังภาคแรกในโรงจบ ฮึกเหิมมาก วิ่งไปร้านหนังสือซื้อมาอ่านทันที และพบว่า หนังสือมันหนามาก หนักมาก อ่านยากมาก แอบง่วงมากด้วย (555) แต่ก็อ่านไปเรื่อยๆ และยังซื้อเล่ม 2 เล่ม 3 อ่านต่อจนจบ ส่วนตัวหนังไม่ต้องพูดถึงค่ะ ล้ำเลิศประเสริฐศรีมณีเด้งสุดๆ  ตอนได้ออสการ์ดีใจเหมือนเป็นผู้อำนวยการสร้างซะเอง
2. Million Dollar Baby เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้รู้จักปู่คลินท์ อีสต์วู้ด อย่างเป็นทางการ หลังจากรู้แค่ว่าปู่คลินท์ทำหนังดีมาหลายเรื่อง เป็นหนังที่ชอบแนะนำให้คนอื่นดู จะได้มาร้องไห้เสียน้ำตาเป็นปี๊บๆ ด้วยกัน
3. Millennium Trilogy (The Girl with the Dragon Tattoo) นิกกี้ชอบต้นฉบับสวีเดนมากกว่าฉบับรีเมคโดยเดวิด ฟินเชอร์นะคะ ไปซื้อดีวีดีดูจบทั้งสามภาคมานานแล้ว หนังสนุกมาก ชอบคาแรกเตอร์นางเอกสุดๆ เป็นตัวละครหญิงที่โดดเด่นที่สุดในโลกของภาพยนตร์คนหนึ่งเลยค่ะ
4. The Dark Knight ดูในโรงสองหรือสามรอบนี่แหละค่ะ แล้วก็ตกหลุมรักคริสโตเฟอร์ โนแลน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตามดูหนังของผู้กำกับคนนี้ทุกเรื่อง
5. สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก หนังไทยเรื่องแรกที่ดูหลายรอบแล้วร้องไห้ทุกรอบ ดูแล้วนึกถึงตัวเองตอนเด็กๆ เขียนเอนทรี่ให้เรื่องนี้ด้วยนะ (แอบโฆษณาเบาๆ)

หนังสือ
1. ครอบครัวน่ารัก (All of a Kind Family – Sydney Taylor) เป็นหนังสือเก่ามากๆ แล้วค่ะ ของสำนักพิมพ์ดอกหญ้า เรื่องราวของครอบครัวชาวยิวที่มีลูกสาวน่ารักๆ 5 คน เขียนและแปลออกมาได้น่ารักสมชื่อ ทำให้เราเห็นว่า จะเด็กยิว เด็กฝรั่ง เด็กแอฟริกัน เด็กเอเชีย พวกเขาล้วนน่ารัก สดใส ไร้เดียงสา อ่านเป็นสิบๆ รอบ จนกลัวว่าหนังสือจะพัง คงต้องถ่ายเอกสารหรือสแกนเก็บไว้
2. หนังสือชุดเสี่ยวนักสืบ (วินทร์ เลียววาริณ) อ่านนวนิยายสืบสวนของทั้งโลกมาแล้ว ของไทยก็เขียนดีไม่แพ้กัน เชียร์ให้ได้ทำเป็นหนังค่ะ คาแรกเตอร์นักสืบเรื่องนี้ก็เปรี้ยวแซ่บไม่แพ้นักสืบคนอื่นเลย และหวังว่าสักวัน “พุ่มรัก พานสิงห์” จะโด่งดังจนได้อยู่ปกหลังพับในของการ์ตูนโคนันค่ะ
3. พันธุ์หมาบ้า (ชาติ กอบจิตติ) ชอบมากจนพยายามให้อาจารย์นำหนังสือเล่มนี้ไปเป็นหนังสือเรียนวิชาวรรณกรรมปัจจุบันสมัยมหาวิทยาลัย ซึ่งก็สมใจอยาก แต่โดนเพื่อนบ่นนะว่า สนุกอยู่หรอกแก แต่ยาวเกิ๊น
4. แฮร์รี่ พอตเตอร์ คงไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ นอกจากว่า ดีใจที่เกิดทันปรากฏการณ์แฮร์รี่ พอตเตอร์ค่ะ
5. ขอเป็นการ์ตูนบ้างละกัน มีสองเรื่อง หนึ่งคือ Harlem Beat เป็นการ์ตูนเกี่ยวกับบาสเกตบอลที่ชอบมากกว่า Slam Dunk นิดหน่อย อ่านแล้วจะได้กำลังใจ สนุกสนาน ตื่นเต้น และมองโลกในแง่ดีค่ะ ตรงกันข้ามกับ Monster การ์ตูนโดยนาโอกิ อุราซาว่า ผู้เขียน 20th Century Boy ที่ทั้งมืดหม่นหดหู่และน่ากลัว แต่บอกได้เลยว่า เป็นการ์ตูนที่ควรอ่านค่ะ

เพลง
1. Lost Angel (เพลงประกอบละครเวทีเรื่อง Lost Angel’s List คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2546) ได้ยินครั้งแรกและครั้งเดียวตอนเข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่ง (แต่คนละที่นะคะ) ผ่านทางคลื่นอ้วนแฟตเรดิโอ ลงทุนโทรไปที่คลื่นเพื่อขอเพลงนี้หลายครั้ง ไฟล์เพลงที่คลื่นมีมันจ๊ง ก็เลยไม่ได้ฟัง จากนั้นถ้านึกขึ้นได้ก็พยายามตามหาอยู่หกเจ็ดปีนี่แหละค่ะ จนไปเจอมีคนลงในเว็บ (จำไม่ได้ ขออภัย) เลยไปขอเค้ามา
2. ราตรีสวัสดิ์ (ฟักกลิ้ง ฮีโร่ feat. ธีร์ ไชยเดช) เป็นเพลงที่ฟังครั้งแรกแล้วร้องไห้โฮๆ แบบไม่ได้อายคนในออฟฟิศเลย จากนั้นนิกกี้ก็จะมีธรรมเนียมเขียนการ์ดปีใหม่ส่งให้ทหารภาคใต้ตามค่ายต่างๆ มาสองปีแล้วค่ะ
3. Flightless Bird, American Mouth (Iron & Wine) เป็นเพลงประกอบหนังวัยรุ่นสุดฮิต Twilight Saga รู้สึกเฉยๆ ทั้งหนังและหนังสือ แต่ชอบเพลงนี้มากๆ แล้วถ้าใครชอบเพลงนี้เหมือนกัน ช่วยมาอธิบายความหมายของเพลงที
4. พูดตรงๆ (บี พีระพัฒน์ เถรว่อง) มีความหลังฝังใจกับเพลงนี้ค่ะ วันหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนนิกกี้กำลังจะขึ้นบีทีเอสไปทำงาน ฝั่งตรงข้ามบีทีเอสมาจอดพอดี แล้วผู้ชายที่เคยแอบชอบมาตลอดหลายปีมาลงสถานีนี้ค่ะ เค้ามองเราจากฝั่งตรงข้าม เราก็มองเค้าจากอีกฝั่งจนบีทีเอสฝั่งตัวเองมาถึง เลยต้องเข้าไปในขบวนรถ แล้วในรถดันเปิดเอ็มวีเพลงนี้ ฟังแล้วน้ำตาไหลพรากเลย พอเข้าออฟฟิศก็เล่าให้หัวหน้าฟัง ตอนเย็นเลิกงาน หัวหน้ากับพี่อีกคนขับรถพาเรามาส่องหาหนุ่มคนนี้ค่ะ แต่ไม่เจอ ลงท้ายด้วยการกินผัดไทยกับข้าวเหนียวมะม่วงด้วยกัน จากที่น่าจะเป็นความทรงจำเศร้าๆ กลายเป็นเรื่องขำๆ ที่คิดทีไรก็มีความสุขค่ะ
5. Sleep All Days (Jason Mraz) เนื่องในโอกาสที่เจสัน มราซ จะมาทัวร์คอนเสิร์ตเมืองไทย เลยเลือกเพลงของเค้าที่เราชอบที่สุดมาค่ะ ฟังมาเป็นร้อยรอบแล้วก็ไม่เบื่อเลย แต่ไม่เคยร้องตามทันสักที



ชีวิตวัยเรียนคุณแรงเอาเรื่องเหมือนกันนะ มีโดนแกล้ง มีแอบเปลี่ยนโรงเรียนไม่ให้พ่อรู้ โกหกว่าเอนท์ไม่ติดเพื่อให้ได้ไปเรียนอีกที่ พ่อแม่มีปัญหากับคุณบ้างไหม แล้วคุณรับมือเรื่องนี้อย่างไร

ตอนสมัยอยู่โรงเรียนประจำแล้วโดนแกล้งไม่เคยบอกป๊ากับม้า (พ่อแม่) เลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ทุกเดือนจะได้กลับบ้านหนึ่งหรือสองครั้งก็ไม่เคยปริปากบอก อาจจะเพราะเราไม่อยากให้เค้าไม่สบายใจ เห็นเค้าสองคนทำงานหนักส่งเราอยู่โรงเรียนที่ค่าเทอมโคตรแพงแล้วบอกไม่ลง

จากนั้นพอมาก่อวีรกรรมครั้งใหญ่ๆ สองครั้งในชีวิต คือเปลี่ยนโรงเรียนเปลี่ยนไปเรียนแผนศิลป์ฝรั่งเศสตอนมัธยมปลาย กับโกหกว่าเอนท์ไม่ติดมหาวิทยาลัยใกล้บ้านเพราะอยากไปเรียนอีกที่ ทั้งสองครั้งม้าไม่ว่าอะไรค่ะ แต่คิดว่าป๊าโกรธนะคะ ผสมกับน้อยใจด้วย เพราะป๊าฝันอยากให้ลูกจบเภสัช ออกมาเปิดร้านขายยา จะได้ไม่ลำบากเหมือนป๊ากับม้าที่ขายวัสดุก่อสร้างแล้วงานมันหนัก หรืออย่างน้อยก็เรียนมหาวิทยาลัยใกล้บ้านก็ยังดี เพราะพวกเค้าคิดถึงจะได้มาเยี่ยมบ่อยๆ

แต่เชื่อไหมว่า ป๊าไม่เคยดุด่าว่ากล่าวทั้งสองวีรกรรมนี้แม้แต่คำเดียว เพราะม้าบอกตลอดว่า ป๊ารักลูกมาก มากจนเกินกว่าจะบังคับลูกให้ทำตามใจตัวเองได้

ทุกวันนี้ที่นิกกี้พยายามเรื่องงานตามความฝันของตัวเองแบบสุดๆ เพราะอยากพิสูจน์ให้ป๊ารู้ว่า ที่หนูตัดสินใจประหลาดๆ สองครั้งนั้นแล้วป๊าไม่ว่าอะไร ทำให้หนูมีทุกวันนี้ค่ะ ป๊าก็ภูมิใจที่ได้อวดหนังสือให้คนอื่นดูแล้วบอกว่า ลูกสาวทำงานนิตยสารนี้นะ หนังสือเล่มนี้ลูกสาวเป็นบรรณาธิการนะ เราก็ดีใจที่สุดแล้วค่ะ

เพราะฉะนั้น คำตอบของคำถามนี้ก็คือ พ่อแม่ไม่เคยมีปัญหากับเราเลย มีแต่เรานี่แหละค่ะที่ก่อปัญหาให้พ่อแม่ จนอาจจะต้องเปลี่ยนคำถามว่า “พ่อแม่มีวิธีจัดการรับมือกับลูกสาวคนนี้ยังไง” มากกว่าค่ะ 55555 
 

 
ตอนวัยรุ่น เสียดายกับเรื่องอะไรมากที่สุด
ถ้าให้พูดถึงช่วงมัธยมต้นก็คงเสียดายเยอะไปหมด เสียดายน้ำตาที่ร้องไห้ให้คนที่รังแกเรา เสียดายเพื่อนๆ ที่ถูกบังคับให้เลิกคบ เสียดายว่าทำไมตัวเองไม่ลุกขึ้นมาสู้ตั้งนานแล้ว ฯลฯ แต่เอาเข้าจริงๆ นิกกี้ไม่เสียดายอะไรเลย เพราะพอขึ้นมัธยมปลาย เราได้ใช้ชีวิตคุ้มมากๆ มีวีรกรรมวีรเวรเยอะแยะไปหมด มีเพื่อนที่ดีที่รักเรา ยิ่งช่วงมหาวิทยาลัยนะ (อันนี้ก็ยังวัยรุ่นอยู่เนอะ) เป็นสี่ปีที่ดีที่สุดในชีวิตจริงๆ เพราะได้เรียนสิ่งที่ตัวเองชอบและได้เพื่อนที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้
คิดทบทวนไปมาสามตลบแล้วก็ขอตอบว่า ไม่เสียดายอะไรเลย และถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็จะยืนมองตัวเองในอดีตเฉยๆ และปล่อยให้ทุกอย่างผ่านพ้นมาจนเป็นนิกกี้ในวันนี้ค่ะ



บทเรียนสำคัญที่คุณได้จากชีวิตการทำงา
 นคือ

การได้รู้ว่าตัวเองชอบงานอะไรและได้ทำงานที่ตัวเองรักเป็นลาภอันประเสริฐค่ะ
ถ้าเราชอบงาน เราจะทำด้วยความสุข ความสนุก และไม่สนใจว่าเงินเดือนจะน้อยกว่าอาชีพอื่นๆ ในขณะที่เพื่อนหลายคนพูดบ่อยๆ ว่า ยังหาตัวเองไม่เจอเลยว่าอยากทำอะไร หรือบางคนรู้ว่าตัวเองอยากทำงานด้านไหนแต่ทำไม่ได้เพราะเงินเดือนมันน้อยแต่มีภาระเยอะ รู้สึกว่านิกกี้โชคดีที่รู้ว่าตัวเองชอบอ่านหนังสือ อยากทำหนังสือ ได้ทำงานหนังสือ และมีความสุขกับมันค่ะ



รู้สึกอย่างไรตอนที่ออกจากงาน

รู้สึกสองอย่าง โล่งอกกับใจหาย
โล่งอกเพราะเราได้พักผ่อน ทบทวนทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตที่ประดังประเดมาตลอดสี่ปีหลังเรียนจบ เพราะพอเรียนจบปุ๊บสองเดือนได้งานแล้วก็ทำๆๆเลย พอลาออกจากงานแรกก็ทำงานที่สองต่อทันที จากนั้นก็ทำงานหนักกว่าเดิมมาติดกันตลอดสามปี พอออกมา ความเหนื่อยสะสมมันก็ค่อยๆ หายไป แต่ที่ใจหายก็คือ เฮ้ย เราออกจากงานที่เราชอบมากๆ แล้วนะ ไม่อยากหางานประจำใหม่แต่ก็อยากรับจ๊อบ งานฟรีแลนซ์จะเข้ามามั้ย เงินฟรีแลนซ์จะเข้ามาตรงเวลาหรือเปล่า แล้วเราจะทำอะไรต่อไปดี ฟุ้งซ่านไปตามประสา

พอความรู้สึกโล่งอกกับใจหายผ่านไปได้หนึ่งเดือน ก็อยู่ในโหมดเรื่อยเปื่อย นอนกลางวัน ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน กลับบ้านไปหาพ่อแม่ พอหมดเดือนที่สอง ก็ได้ประจักษ์กับตัวเองแล้วว่า เราไม่เหมาะกับชีวิตฟรีแลนซ์หรอก เพราะเป็นคนไม่มีระเบียบวินัย ชินกับการมีกฎระเบียบแล้วทำตามบ้างไม่ทำตามบ้างยังดีกว่าการเป็นนายของตัวเองที่ไม่ได้เรื่อง ก็เลยกลับมาทำงานอีกรอบค่ะ


สิ่งสำคัญที่สุดที่ได้เรียนรู้ก็คือ การโหมทำงานหนักเกินไปจนลืมพักผ่อน ลืมนึกถึงตัวเอง กลายมาเป็นการขอลาออกเพราะอยากอยู่เฉยๆ มันไม่ใช่การใช้ชีวิตที่ถูกต้องเลย เราก็จะจำความรู้สึกนี้ตอนออกจากงานครั้งนี้เอาไว้ แล้วจะเอาไปใช้กับการทำงานที่ต่อไปค่ะ



สิ่งที่คุณเขียนในบล็อกมีทั้งมีทั้งมุมมองโลกสวยสุด ๆ ไปจนถึงจิกกัดสังคมและประเทศชาติ จริง ๆแล้ว คุณว่าตัวเองเป็นคนมองโลกในแง่ดีหรือร้าย

อย่างที่บอกว่า นิกกี้มีสองบุคลิกค่ะ บางวันตื่นมาตอนเช้าอารมณ์ดี มองโลกแบบสวยๆ แต่พอออกไปทำงานเจอคนกระแทกจนเราแทบจะตกลงไปในรางบีทีเอสแล้วก็ฮึ่ม! หงุดหงิด กลายร่างซะละ เหมือนฮัลค์ ซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวลตัวเขียวไม่มีผิดเลยค่ะ แถมยังเป็นบ่อยเสียด้วย เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่เราจะเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายถึงขั้นร้ายสุดๆ ซึ่งอันนี้เป็นข้อเสียนะคะ กำลังพยายามปรับปรุงอยู่



บรรณาธิการที่ดี สำหรับคุณแล้วคืออะไร ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

สารภาพตามตรงว่า กำลังหาคำตอบของการเป็นบรรณาธิการที่ดีเหมือนกันค่ะ ตอนทำงานที่แรก ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่ทำหนังสือแปล นิกกี้คิดว่าบรรณาธิการพ็อคเก็ตบุ๊คที่ดี ต้องชอบอ่านหนังสือ ชอบทำหนังสือ ภาษาอังกฤษดี ภาษาไทยดีมากๆ และอ่านหนังสือมาเยอะ

พอมาทำงานนิตยสาร นิกกี้ก็ได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากบอกอว่า การเป็นบรรณาธิการ แค่อ่านหนังสือมาเยอะยังไม่พอค่ะ ต้องเขียนหนังสือดี มีความรู้รอบตัว มีรสนิยม มีคอนเน็คชั่น มีความรู้เรื่องการถ่ายภาพและองค์ประกอบศิลป์ มีความสามารถในการดูแลและสั่งงานคนในกองบ.ก. และต้องมีความรู้เรื่องการตลาดด้วย


พอมาทำงานปัจจุบันที่มีทั้งนิตยสารและพ็อคเก็ตบุ๊ค ก็เรียนรู้เพิ่มมาอีกว่า บรรณาธิการที่ดีต้องมีความสามารถในการหาต้นฉบับที่ดี สนุก เหมาะสม คิดรูปเล่มของหนังสือ คิดคอนเซปต์หน้าปก คำนวณต้นทุนค่าใช้จ่าย ปิดเล่มให้ตรงเวลา ทำงานกับฝ่ายอื่นๆ ได้มีประสิทธิภาพ วางแผนการตลาดได้ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมากๆ ฉะนั้น คุณสมบัติบรรณาธิการที่ดี นิกกี้ยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกมากมายไม่สิ้นสุดจริงๆ ค่ะ



นักเขียนคนไหนที่คุณอยากร่วมงานด้วยมากที่สุด

หลายคนมากๆ ค่ะ ถ้าเป็นคนที่เสียชีวิตไปแล้ว จะเป็นเอ็ดการ์ อลัน โป บิดาของหนังสือสืบสวนสอบสวนฆาตกรรมรหัสคดีและเป็นชื่อของรางวัลหนังสือสืบสวนของสหรัฐอเมริกา เพราะเป็นคนที่ทำให้นิกกี้ชอบอ่านชอบดูหนังแนวนี้ เอ็ดการ์เป็นนักเขียนที่พยายามเป็นนักเขียนอย่างเดียวตลอดชีวิต แต่เขากลับเป็นนักเขียนไส้แห้งและไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนลิขสิทธิ์เท่าที่ควร นิกกี้เลยอยากได้เป็นบรรณาธิการหนังสือของเขา รับรองว่าจะดูแลเขาอย่างดีเลยค่ะ

ส่วนถ้าเป็นนักเขียนที่ยังมีชีวิตอยู่ นิกกี้ก็อยากร่วมงานกับนักเขียนดังๆ หลายคนเยอะนะคะ ทั้งพี่โหน่ง วงศ์ทนง, ชาติ กอบจิตติ, กิ่งฉัตร, ว. วินิจฉัยกุล เป็นต้น แต่ตอนนี้อยากร่วมงานกับนักเขียนหน้าใหม่ที่ไม่เคยมีผลงานมาก่อน เวลาเราไปเจอเค้าแล้วชวนเค้ามาทำหนังสือจนออกมาเสร็จเป็นรูปเล่ม รู้สึกภูมิใจและมีความสุขมากๆ เลยค่ะ



เคยทำหนังสือที่ไม่ชอบไหม

หนังสือที่เคยทำแล้วไม่ชอบเลยไม่มีนะคะ มีแต่ทำไปแล้วเพิ่งรู้ว่า เราถนัดอ่านแต่ไม่ถนัดทำ เช่น วรรณกรรมเยาวชนแฟนตาซีทะลุมิติ เพราะมันต้องใช้จินตนาการสูงมากในการนึกภาพฉาก ตัวละคร เวทมนตร์ อาวุธ ฯลฯ แค่ภาษาดีพอใช้และอ่านหนังสือแนวนี้มาเยอะๆ มันไม่พอจริงๆ ตอนนั้นทำหนังสือแนวนี้เป็นเล่มที่สองในชีวิต รู้สึกท้อมากว่า เราอาจจะไม่เหมาะกับงานหนังสือรึเปล่า โชคดีที่หัวหน้าคนแรกคอยสอนคอยให้กำลังใจค่ะ แล้วก็ลองเอาหนังสือแนวอื่นๆ มาให้ทำ ช่วยให้นิกกี้รู้จักตัวเองมากขึ้นว่า เราเหมาะกับหนังสือแนวไหนค่ะ
 
 

มีหนังสือแบบไหนอีกที่อยากทำ แต่ยังไม่ได้ทำ

ถึงจะทำงานหนังสือมาหลายปี (หกปีนี่นับว่าเยอะแล้วเหรอ) นิกกี้ก็พบว่า งานหนังสือยังมีอะไรอีกเยอะแยะมากมายให้เรียนรู้ค่ะ นิกกี้ยังอยากลองเป็นคอลัมนิสต์ประจำนิตยสารชื่อดังที่มีคนอ่านเยอะๆ สักปีสองปี ดูซิว่าตัวเองจะมีความสามารถพอในการเขียนต้นฉบับส่งตรงเวลาได้มั้ย ปกติเป็นฝ่ายทวงต้นฉบับยิกๆๆๆๆๆ
แล้วก็ยังอยากเป็นนักเขียนที่ได้คุยกับคนมีชื่อเสียงที่ไม่เคยให้ใครสัมภาษณ์มาก่อน ซึ่งงานเหล่านี้ นิกกี้รอได้ค่ะ สั่งสมประสบการณ์แล้วถ้าวันหนึ่งมีโอกาสคงได้ทำ
ส่วนหนังสือที่อยากทำมากที่สุดในชีวิตก็คือ หนังสือที่ขึ้นหน้าปกว่านิกกี้เป็นนักแปลและหนังสือที่ขึ้นหน้าปกว่านิกกี้เป็นนักเขียนค่ะ หวังว่าวันนั้นจะมาถึง



ทุกวันนี้ชอบชีวิตตัวเองไหม พอใจกับชีวิตหรือยัง

ต่อให้อยู่ในโหมดมองโลกในแง่ร้ายสุดๆ ก็ยังต้องตอบว่า ชอบและพอใจกับชีวิตตอนนี้มากๆ ค่ะ งานดี เพื่อนร่วมงานดีมาก ป๊ากับม้าก็ยังสุขภาพแข็งแรง กิจการที่บ้านมีพี่สาวกับน้องสาวรับช่วงต่อ เดอะแก๊งเพื่อนสนิทก็ยังเจอกันแทบจะทุกอาทิตย์ อาจจะกดดันเรื่องเงินเดือนนิดหน่อย เพราะจะน้อยที่สุดในกลุ่มเพื่อน แล้วป๊ากับม้ามองว่า ถ้าทำกิจการของที่บ้านหรือของตัวเองน่าจะได้เงินมากกว่านี้

แต่ส่วนตัวนิกกี้พอใจแล้วค่ะ เพิ่มก็ดีไม่เพิ่มก็พออยู่ได้ มีเงินเก็บด้วย แล้วก็ติดเรื่องความรัก เพราะอีกไม่กี่สิบวันจะอายุครบ 28 ปีและเป็น 28 ปีที่ไม่มีแฟน 5555555 แต่ทุกอย่างที่ว่ามาทั้งหมดนี้ทดแทนความไม่มีแฟนได้ค่ะ เปล่าองุ่นเปรี้ยวจริงจริ๊ง
 


งานชิ้นต่อไปของคุณคืออะไร

ถ้าเป็นงานแปลที่เคยรับมาเมื่อนานมาแล้ว โดนสำนักพิมพ์ยกเลิกไปแล้วค่ะ เศร้านิดหน่อย T_T
ถ้าเป็นงานเขียนของตัวเอง กำลังอยู่ในช่วงคิดๆ ว่าจะเขียนอะไรให้จบเล่มดี ซึ่งคงอีกนานแน่นอน ถ้าเป็นงานบรรณาธิการ จะมีอีกหลายเล่มเลยค่ะ เช่น การ์ตูนเกรียนๆ 2 ตอนติ่งพิชิตโลก เป็นเล่มที่เราชอบมาก เพราะมันสะท้อนชีวิตมนุษย์เพศหญิงส่วนใหญ่ในสังคมไทยได้ดี ที่ทั้งเสพดราม่า บ้าเกาหลี จิ้นคู่วาย เชียร์ดาราชายหญิงให้เป็นแฟนกัน ฯลฯ ซึ่งตัวนิกกี้เองก็เป็นติ่งคนหนึ่งค่ะ ยอมรับเลย 555
ส่วนอีกเล่มจะเป็น DIY Vol.2 สอนทำศิลปะเดคูพาจค่ะ ตอนนี้กำลังฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง ใครที่อยากหัดทำงานฝีมือ อดใจรอนิดนึงนะคะ
ปิดท้ายด้วยหนังสือเล่มที่ 3 ซึ่งนักเขียนเป็นบล๊อกเกอร์จาก exteen อีกคน ส่วนจะเป็นใครนั้นต้องคอยติดตามนะคะ ^^